การอบรมครูภาษาไทย

ขอให้โรงเรียนในโครงการพัฒนาภาษาไทย ลงทะเบียนเข้ารับการอบรม โดยคลิก ที่นี่ และสามารถตรวจสอบรายชื่อโดยคลิก ที่นี่ หลังการอบรมให้ผู้เข้าอบรมกรอกแบบประเมินผลออนไลน์ดดยคลิก ที่นี่

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเขียน : ตอนที่ 3



เพื่อนครูขอให้ยกตัวอย่างกิจกรรมที่ใช้สอนในขั้นเตรียมการก่อนเขียนเพิ่มเติม เพื่อเป็นแนวทางนำไปใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา"งานสอนเหมือนพ่อครัวนะครับต้องเตรียมเครื่องปรุงให้พร้อม อาหารจะได้อร่อยครับ"

       ตัวอย่างกิจกรรม...... ในขั้นเตรียมการก่อนเขียน

กิจกรรมที่ 1 "คำชวนคิด พินิจสัมพันธ์"
        
        1. ครูจัดหาหนังสือ/วารสารจำนวน 3-4 ชุด โดยครูมีหนังสือเหล่านั้นอยู่ในมือ1ชุด เพื่อแสดงเป็นตัวแบบของกระบวนการร่วมกับนักเรียน 
         2. ให้นักเรียนเปิดหนังสือหน้าใดก็ได้(สุ่ม) แล้วจดบันทึกคำแรกที่พบเป็นคำที่ 1 แล้วปิดหนังสือ ทำแบบเดิมจนได้คำ 4 คำ  
         3. หลังจากได้คำครบแล้ว  ครูและนักเรียนจดรายการความคิดของตนเกี่ยวกับคำๆนั้น  รวมทั้งคิดถึงความสัมพันธ์ที่คำๆนั้นเกี่ยวเนื่องกัน  เมื่อทำครบ 4 คำ ครูและนักเรียนร่วมกันหาความสัมพันธ์ของคำทั้ง 4 คำ แล้ะจัดกลุ่มความคิด
         4. ครูและนักเรียนร่วมกันเขียนวลี  ประโยค  และความคิดที่แสดงความสัมพันธ์
        กิจกรรมนี้เป็นการอุนเครื่องให้นักเรียนได้มีโอกาสพิจารณาความคิดครั้งแรกๆเพื่อนำไปสู่การเขียนต่อไป
 


 กิจกรรมที่ 2 "เขาคือใคร..."
       
   1. ครูหรือนักเรียนหาภาพถ่ายหรือภาพบุคคลจากหนังสือต่างๆ(ภาพควรเป็นภาพบุคคลที่มีรายละเอียดที่บ่งบอกถึง รูปร่าง หน้าตา ขนาด สีหน้า การแต่งกาย และรายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับบุคลิกภาพ/ลักษณะของตัวละคร)
   2. ให้นักเรียนตั้งคำถามและตอบคำถามถึงความคิดและปฏิกริยาต่อภาพ โดยใช้เวลาสั้นๆในแต่ละคำถาม นักเรียนพิจารณาภาพอย่างละเอียด และอาจใช้จินตนาการประกอบการคิด ดังตัวอย่างคำถาม
- ใครเป็นตัวเอกในภาพ
- เขาควรมีชื่อที่เหมาะสมว่าอะไร
- เขาอายุเท่าไร
- เขาแสดงอารมณ์อย่างไร( อธิบายเพิ่มเติม เช่น การแสดงสีหน้า ลักษณะท่าทาง ฯลฯ )
- เขาควรทำงาน/อาชีพ ชนิดไหน ( ให้เหตุผลประกอบ )
- เขากำลังคิด/พูดอะไร    อะไรทำให้นักเรียนคิดเช่นนั้น
- คุณลักษณะอื่นๆของตัวละครที่แสดงออกจากเครื่องแต่งกายและท่าทางมีอะไรบ้าง
- เหตุการณ์อะไรที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนภาพนี้อะไรจะเกิดต่อไปจากภาพนี้
- ตัวละครอื่นๆน่าจะมีความสัมพันธ์กับตัวละครเอกอย่างไร  อะไรทำให้นักเรียนคิดเช่นนั้น
- ตัวเอกมีทัศนคติต่อตัวละครอื่นอย่างไร และตัวละครอื่นมีทัศนคติต่อตัวเอกอย่างไร เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับทัศนคติเหล่านั้น
     3. ให้นักเรียนเขียนบันทึกความคิดสั้นๆโดยเขียนเป็นคำหรือวลีและประโยคสั้นๆ 
        กิจกรรมนี้ทำให้นักเรียนมีโอกาสพัฒนาความคิดและนำไปใช้ในการหาหัวข้อเรื่องที่จะเขียนต่อไป 


กิจกรรมที่ 3 "เขียนๆๆๆๆลุยไม่รู้โรย"
    
       กิจกรรมนี้เป็นการเตรียมนักเรียนให้เขียนอย่างอิสระ  
        1. ครูอธิบายให้นักเรียนทราบว่ากิจกรรมต่อไปนี้จะให้เขียนความคิดอะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นในทันทีที่ครูพูดว่า "เริ่ม" จนถึงพูดว่า "หยุด"
        2. ในขณะที่นักเรียนเขียนไม่มีการหยุด  ไม่มีการลบ  ไม่มีการแก้ไข  ให้เขียนอย่างต่อเนื่องต่อความคิดที่เกิดในขณะนั้น
        3. ครูให้นักเรียนจับคู่อ่านและแลกเปลี่ยนข้อเขียน
        4. นักเรียนจับกลุ่มตามความสมัครใจ อ่านข้อเขียนอิสระของตนให้กลุ่มฟัง  แล้วสมาชิกกลุ่มให้ข้อคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และเชิงบวก
         กิจกรรมนี้จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีความกล้าที่จะเขียนโดยปราศจากกฏเกณฑ์ เพื่อให้มีความเชื่อมั่นว่าทุกคนคิดและเขียนได้อย่างอิสระ จะส่งผลต่อการเริ่มคิดที่จะเขียนในขั้นต่อๆไป
เพื่อน : กัลยาณมิตร ช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาเด็กไทยให้กล้าคิด กล้าเขียน และเป็นคนดีของสังคมไทย - สังคมโลก



 

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเขียน : ตอนที่ 2

     การริเริ่มการคิดและการได้มาซึ่งหัวข้อที่จะเขียน เป็นเรื่องสำคัญที่ครูควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่นักเรียนในขั้นเตรียมการก่อนเขียน(pre-writing)ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการเขียน  ข้อสำคัญคือนักเรียนควรได้สำรวจความคิดในการหาหัวข้อที่จะเขียน  โดยครูอาจใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้
   - การระดมสมอง
   - การสร้างแผนภาพ
   - การสัมภาษณ์ผู้รู้ที่จะช่วยให้ได้หัวข้อเรื่อง
   - การร่วมอภิปรายหรือการประชุมหารือในกลุ่มเพื่อน
   - การประชุมกลุ่มที่มีครูเข้าร่วมให้คำปรึกษา
   - การฟังดนตรี
   - การอ่านและค้นคว้าหาชื่อเรื่อง
   - การเขียนอย่างเสรีเกี่ยวกับเรื่อง/ชื่อเรื่อง
   - การย้อนคิดทบทวนจากประสบการณ์
   - การตรวจสอบความคิดจากแบบอย่างการเขียนที่ดีๆ
   - การดูสื่อต่างๆ เช่น ภาพ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ ฯลฯ
   - การอ่านและแสดงความรู้สึกที่มีต่อวรรณคดี
   - การเล่นบทบาทสมมุติ/ละคร
   - การใช้คำถาม 5Ws ( who,what,where,when,why )


       การระดมสมองเกี่ยวกับบุคคล สถานที่ และอารมณ์ความรู้สึก  โดยการบอกชื่อบุคคลที่ต้องการบรรยาย  แล้วลองพูดบรรยายอย่างสั้นๆอย่างรวดเร็วให้เพื่อนฟัง หรือจดชื่อสถานที่ที่ได้ไปมา  แล้วเขียนเฉพาะคำที่จะใช้บรรยายในแต่ละที่ หรือจดรายการและบรรยายถึงความรู้สึกที่จดจำได้ และอธิบายถึงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู้สึกนั้น
           การพูดคุยโดยการจับคู่หรือกลุ่ม  โดยผลัดกันเล่าถึงบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ วัตถุที่น่าสนใจ ให้ผู้ฟังตั้งคำถามเพื่อเพิ่มความคิด บันทึกความคิดและชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างการอภิปราย
การชมงานศิลปะ ศึกษาภาพระบายสี ภาพถ่าย ภาพวาดหรืองานปั้นในวารสารหรือหนังสือทางศิลปะ หรืออาจไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์หรือที่แสดงนิทรรศการงานศิลปะ จดบันทึกรวมทั้งจดคำถามที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับงานศิลปะ และจดเฉพาะหัวข้อเรื่องที่เกิดขึ้นในใจขณะการสังเกต เพื่อนำกลับมาสนทนาในกลุ่มโดยอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับงานศิลปะนั้น


      การฟังดนตรี  การฟังดนตรีที่ชอบ/ที่ใหม่/ที่ไม่คุ้นเคย จากเทปหรือวิทยุ  โดยหลับตาแล้วให้เสียงเพลงช่วยสร้างภาพในใจ  จากนั้นจดบันทึกความคิดที่ได้แล้วนำมาพูดคุยถึงจินตนาการที่เกิดขึ้น
    การแสดงบทบาทสมมุติ โดยร่วมแสดงเป็นตัวละครต่างๆกับเพื่อนๆ เพื่อสร้างเหตุการณ์สมมุติขึ้น ว่าจะเกิดอะไรขึ้น    การสังเกตด้วยประสาทสัมผัส  โดยให้นักเรียนตระหนักว่ามันเกิดขึ้นรอบๆตัวเราทั้งในห้องเรียน ที่บ้าน ที่ร้านค้า และทุกๆที่ที่ไป ฟังการสนทนาของบุคคลที่พบ พิจารณารายละเอียดของกริยาท่าทางและการแต่งกาย สังเกตเพื่อให้ได้ข้อคิด ปัญหาหรือความสำเร็จในชุมชน จดบันทึกสิ่งที่สังเกตได้ในทันทีเท่าที่จะทำได้
         การอ่าน ครูควรให้นักเรียนอ่านหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์หรือบทกวี แล้วบันทึกความคิดที่เกิดขึ้น รวมทั้งตั้งคำถามที่ควรศึกษาค้นคว้าต่อไป ในเรื่องเกี่ยวกับ คำศัพท์ที่น่าสนใจ โครงเรื่อง ตัวละคร
        การค้นคว้าจากหนังสือพิมพ์  โดยให้นักเรียนอ่านเรื่องหรืดพาดหัวข่าวที่สนใจ แล้วจดความคิดเพื่อเขียนบทความหนังสือพิมพ์ หรือความคิดที่จะนำมาใช้ในการเขียนประเภทต่างๆ 
        การเชิญนักเขียนมาให้ข้อคิด  การที่นักเรียนได้ฟังนักเขียนมาพูดอภิปรายถึงผลงานและข้อคิดจากการเขียน  จะทำให้นักเรียนเข้าใจกระบวนการเขียนได้มากขึ้น และเก็บเกี่ยวความคิดสำหรับการเขียนของตนเอง
        กิจกรรมทั้งหลายในขั้นเตรียมการก่อนเขียน(pre-writing)นี้เป็นหลักสำคัญสำหรับนักเรียนที่ยังไม่มีประสบการณ์การเขียน  ซึ่งจะมีความยุ่งยากในการเข้าถึงความรู้สึก ความคิด ประสบการณ์ และความรู้ กิจกรรมต่างๆจะช่วยให้นักเรียนมีจุดเริ่มต้น  และตระหนักถึงแหล่งที่จะได้ความคิดในวันข้างหน้า  การมีจุดเริ่มต้นในการคิดและเขียนจะจูงใจในการพัฒนางานเขียนของนักเรียนในครั้งต่อๆไป

มาช่วยกันเติมเต็มการริเริ่มและการคิด  เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนไทยคิดแล้วสามารถสื่อสารความคิดโดยการเขียน



วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเขียน : ตอนที่ 1

ธรรมชาติของกระบวนการเขียน(The nature of writing process)การเขียนเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน ที่เปิดโอกาสให้ผู้เขียนสำรวจความคิด แล้วทำความคิดนั้นให้มองเห็นได้และเป็นรูปธรรม การเขียนกระตุ้นการคิดและการเรียนรู้ และนำความคิดมาทบทวนเพื่อเขียนความคิดเป็นลายลักษณ์อักษร ตรวจสอบความคิด พิจารณาความคิดใหม่หรือเพิ่มเติม จัดใหม่และเปลี่ยนแปลงได้  การเขียนจะกระตุ้นการคิดและการเรียนรู้ต่อเมื่อนักเรียนมองการคิดว่าเป็นกระบวนการ(Ghazi.2002:Online)
      ในอดีตมีแนวทางการจัดการเรียนการสอนเขียนหลายวิธี เช่นการฝึกโดยให้เด็กเรียนรู้จากประโยคและย่อหน้าที่ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ แล้วเปลี่ยนแปลงเป็นการฝึกให้เด็กก้าวไปสู่การเขียนที่ถูกต้องก่อนที่จะให้เขียนอย่างอิสระ ในปัจจุบันการสอนเขียนได้เปลี่ยนจุดเน้นจากผลผลิตของการเขียนมาเป็นกระบวนการเขียนผู้เขียนจะต้องถามตัวเองในลักษณะของคำถามต่อไปนี้
   -"ฉันจะเขียน(สิ่งนี้/เรื่องนี้)อย่างไร"
   -"ฉันจะเริ่มต้นเขียนอย่างไร" 

แนวทางที่นักเรียนถูกฝึกให้คิดในการที่จะเขียน ได้แก่ การคิดถึงจุดมุ่งหมายในการเขียน ผู้อ่านการร่างการเขียนหลายๆแบบ เพื่อนำเสนอผลงานการเขียนที่สามารถสื่อสารถึงความคิดของตน ครูผู้สอนที่ใช้แนวทางนี้จะให้เวลาแก่นักเรียนที่จะคิดและให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับ  เนื้อหาที่นักเรียนเขียนในร่างของ
เขา ด้วยวิธีนี้ทำให้กระบวนการเขียนเป็นกระบวนการของการค้นพบโดยตัวของนักเรียนเอง ค้นพบทั้งความคิดใหม่ๆ และรูปแบบของภาษาใหม่ๆที่แสดงออกถึงความคิดของตนเอง นอกจากนี้การเรียนรู้ที่จะเขียนในลักษณะนี้เป็นเสมือนกระบวนการของการพัฒนาการที่ช่วยให้นักเรียนเขียนได้เช่นเดียวกับที่นักเขียนมืออาชีพปฏิบัติ เพราะนักเรียนเป็นผู้เลือกชื่อเรื่อง อรรถลักษณ์ของภาษา(genre:เสาวลักษณ์ รัตนวิชช์.2550 ใช้คำว่าอรรถลักษณ์ของภาษา ซึ่งเน้นความสำคัญของโครงสร้างการดำเนินเรื่องและลักษณะของภาษาที่แตกต่างกันไป เช่น เรื่องเล่าจากประสบการณ์ รายงาน )และเขียนจากประสบการณ์หรือจากการสังเกต

       แนวทางการสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเขียนครูผู้สอนต้องให้นักเรียนเป็นผู้รับผิดชอบ(ส่วนใหญ่)และเป็นเจ้าของทางการเรียนรู้ ในขณะเขียนนักเรียนจะอาศัยความร่วมมือจากเพื่อนนักเรียน ระหว่างการเขียนนักเรียนต้องปฏิบัติกิจกรรมในขั้นpre-writing , planning ,drafting editing ,publishing  แต่เนื่องจากกระบวนการเขียนมีลักษณะการคิดกลับไปกลับมาได้ นักเรียนอาจไม่ต้องทำกิจกรรมตามขั้นตอนดังกล่าวตามลำดับ 
             
                ตัวอย่าง กิจกรรมการเขียน

กิจกรรมที่1  การบรรยายภาพ ให้นักเรียนดูภาพแล้วบอกชื่อสิ่งของในภาพ จากนั้นให้นักเรียนเขียนข้อความบรรยายภาพ เช่น ภาพห้องเรียน ครูถามให้นักเรียนบอกสิ่งที่เห็นในภาพ แล้วให้เขียน(ย่อหน้าข้อความโดยอาจเริ่มต้นให้นักเรียนเขียน เช่น "ในห้องเรียนมี..................." แล้วให้นักเรียนเขียนเติม
กิจกรรมที่ 2  เติมคำลงในช่องว่าง  ดังตัวอย่าง
      
       มาลีอาศัยอยู่ในห้องที่น่ารัก  ภายในห้องของเธอมี.........  ,  ......... , .......... และ................. อย่างละหนึ่งอัน  และมี.................หลายอัน แต่ไม่มี...................เธอต้องการได้..................สำหรับประดับฝาห้อง

กิจกรรมที่ 3 เติมคำบุพบทในช่องว่างให้เหมาะสมกับบริบทของเรื่อง
ดังตัวอย่าง

       ภาพนี้เป็นภาพห้องของมาลี เตียงนอนอยู่............กับหน้าต่าง มีชั้นวางหนังสืออยู่.........เตียงของเธอ บน.........มีวิทยุซึ่งอยู่.............โต๊ะทำงาน

กิจกรรมที่ 4 เขียนบรรยายจากคำถาม  ให้นักเรียนดูภาพแล้วใช้ชุดคำถามเป็นแนวทางให้นักเรียนเขียนบรรยายสั้นๆเกี่ยวกับภาพนั้น ตัวอย่างคำถาม
  - มาลีมีห้องที่น่ารักใช่หรือไม่
  - มีสิ่งของอะไรบ้างในห้องของมาลี
  - นักเรียนชอบอะไรในห้องของมาลี
  - เธอมีห้องเหมือนมาลีไหม  บรรยายห้องของเธอมา 2-3 ประโยค

กิจกรรมที่ 5 เขียนจากชุดคำ  โดยครูให้ชุดคำแก่นักเรียนที่จะเขียนตามการชี้แนะเพื่อการเขียนประโยค  แล้วให้นักเรียนเขียนเล่าเรื่องเป็นย่อหน้าสั้นๆ  เช่น
 - วินัย / ห้องครัว / กาแฟ / เตรียม / ลงบันได
 - ของเขา / ภรรยา / ดังนั้น / อาหารเช้า / ออกไปนอกบ้าน / ใน / สวน
กิจกรรมที่ 6 การรวมประโยค โดยใช้คำเชื่อม
ตัวอย่าง 
  - ผู้ชายคนนั้นรูปร่างสูง              - ผู้ชายคนนั้นมีผมดำ
  - ผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ริมหน้าต่าง  -ผู้ชายคนนั้นดูน่าสงสัย

กิจกรรมที่ 7 การเขียนจากการสัมภาษณ์ปากเปล่า ให้นักเรียนสัมภาษณ์เพื่อนแล้วเขียนบอกสิ่งที่เขาเรียนรู้เกี่ยวกับเพื่อนคนนั้น โดยกำหนดหัวขอไว้ล่วงหน้า เช่น
  - พูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับตัวของเพื่อนและครอบครัวมีความเป็นมาจากไหน ครอบครัวอยู่ที่ไหน งานอดิเรกคืออะไร ฯลฯ
  - พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ชอบและไม่ชอบเกี่ยวกับโรงเรียน
  - ให้พูดบรรยายเหตุการณ์ที่น่าจดจำ
  - ให้พูดบรรยายเป้าหมายและแผนการในอนาคต
  - ให้พูดบรรยายถึงเรื่องการปิดภาคเรียนที่ผ่านมา
        กิจกรรมที่นำเสนอทั้ง 7 กิจกรรมนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการในขั้นเตรียมการก่อนเขียน( pre-writing ) ที่ครูต้องให้เวลาแก่  นักเรียนในการคิดที่จะเขียนเพื่อสื่อสารด้วยตนเอง......ในครั้งต่อไปจะขยายตัวอย่างกิจกรรมที่ครูสามารถนำไปใช้ในแต่ละขั้นของกระบวนการเขียนค่ะ














วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการเขียน :ตอนที่ 4

      นักวิชาการและองค์กรทางวิชาการที่เสนอแนวคิดและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับกระบวนการเขียนและแบ่งกระบวนการเขียนเป็น 5 ขั้นคล้ายคลึงกัน มีดังนี้ (Laurich.2009:Online, Arcanum High School.2010:Online, Texas Assisstive Technology Network.2010:Online, Time4Writing.2010:Online)

1. การเตรียมการก่อนเขียน(Prewriting)เป็นขั้นของการคิดหรือขั้นวางแผนการเขียน ประกอบด้วยการดำเนินการดังต่อไปนี้
   1.1 การตกลงใจเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่จะเขียน
   1.2 การตั้งจุดประสงค์ในการเขียน ( เพื่อเล่าเรื่อง เพื่ออธิบาย หรือเพื่อเปรียบเทียบ ฯลฯ)
   1.3 การพิจารณาเกี่ยวกับผู้อ่านหรือผู้ที่จะฟังงานเขียน
1.4 การพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างเนื้อหา(Text structure)
     การดำเนินการในขั้นเตรียมการก่อนเขียนประกอบด้วยวิธีการดังนี้
      1) การจัดทำรายการที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับหัวข้อเรื่อง
      2) การเขียนอย่างอิสระ เริ่มต้นเขียนตามหัวข้อเรื่องอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะหมดเวลาที่ตั้งไว้
      3) การรวบรวมความคิดหรือสารสนเทศเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง โดยการระดมความคิดจากการอ่านหรือการค้นคว้าจากสถานที่ต่างๆ การอภิปรายพูดคุยกับผู้อื่น การกลั่นกรองโดยการคิดอย่างลึกซึ้ง ว่ามีสิ่งใดที่จำเป็นต้องกล่าวถึงเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง หรือใช้วิธีการอื่นที่จะช่วยให้ได้จุดสำคัญของความคิด
      4) การเรียบเรียงความคิด โดยการจัดกลุ่มความคิดหลักเป็นศูนย์กลาง แล้วเชื่อมโยงคำ วลี หรือความคิดที่เกี่ยวข้องมาสู่ศูนย์กลาง เป็นการหาทิศทางของความคิด หรือการเรียบเรียงตามลักษณะโครงสร้างเนื้อหา
     5) การอาศัยแผนภาพในการสร้างภาพความคิดหรือวางเค้าโครงความคิด  ซึ่งจะมีลักษณะของการจัดกลุ่ม  การแสดงลำดับขั้นที่มีเหตุผล การแสดงความสัมพันธ์ของสารสนเทศหรือความคิด หรือการเรียบเรียงตามรูปแบบการเขียน(Form of writing) ซึ่งแผนภาพนี้ยังใช้เป็นสิ่งอ้างอิงในขณะที่นักเรียนดำเนินการตลอดกระบวนการเขียน
      ในขั้นตอนนี้ครูควรทำให้นักเรียนมีความรู้และกลวิธีในเรื่องต่างๆ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาหรือรูปแบบการเขียน กลวิธีในการหาหัวข้อเรื่อง กลวิธีสร้างความคิดและกลวิธีในการเรียบเรียงความคิด
       เมื่อวางแผนการเขียนแล้ว มีแนวทางในการตรวจสอบความสมบูรณ์อาจใช้คำถามต่อไปนี้
1)  ชื่อเรื่อง..............
2)  ฉันเขียนเรื่องสำหรับใคร...............
3)  ทำไมฉันต้องเขียนเรื่องนี้...............
4)  ฉันรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้(ระดมสมอง).............
5)  ฉันจะจัดกลุ่มความคิดอย่างไร.................................
6)  ฉันจะเรียบเรียงความคิดอย่างไร
ก. เปรียบเทียบความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างอะไร
ข. อธิบายอะไร
ค. ปัญหาและการแก้ไขในเรื่องอะไร
ง. ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น(เริ่มแรก ต่อมา จากนั้น ในที่สุด)

2. การร่าง(Drafting) เป็นขั้นการเขียนความคิดเป็นประโยคและย่อหน้าตามโครงร่าง  การร่างครั้งแรกย่อมไม่สมบูรณ์ แต่การร่างบ่อยครั้งจะทำให้ผู้เขียนรู้มากกว่าครั้งก่อนที่เคยร่าง  และจะเตรียมการได้ดียิ่งขึ้น  การร่างเป็นขั้นตอนของการเขียน  ดำเนินการดังนี้
2.1 นำสารสนเทศที่ค้นคว้ามาเขียนด้วยภาษาของตนเอง
2.2 เขียนประโยคและย่อหน้า  แม้ว่าจะยังเขียนได้ไม่สมบูรณ์
2.3 อ่านสิ่งที่เขียนแล้วตัดสินว่าข้อเขียนกล่าวถึงสิ่งที่ต้องการหรือไม่
2.4 นำร่างเสนอให้ผู้อื่นอ่านแล้วขอคำแนะนำ

       3. การปรับปรุง(Revising)เป็นขั้นที่ทำให้การร่างมีความหมายชัดเจนน่าสนใจหรือขยายความคิดมากขึ้น ทั้งนี้ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น ประกอบด้วยการดำเนินการด้วยตนเอง จับคู่ทำกับเพื่อนหรือทำในกลุ่มเล็ก ดังนี้
      3.1 อ่านข้อเขียนอีกครั้งเพื่อเป็นการทบทวน
      3.2 คิดถึงสิ่งที่ผู้อื่นแนะนำไว้
      3.3 เรียบเรียงคำ หรือประโยคใหม่
      3.4 เอาบางส่วนออก หรือเพิ่มเติมบางส่วนเข้าไป
      3.5 ใช้คำใหม่แทนคำที่ใช้บ่อยครั้งเกินไป หรือไม่ชัดเจน
      3.6 ปรับปรุงลีลาการเขียนเพื่อให้ร่างการเขียนดีขึ้น
      3.7 อ่านข้อเขียนดังๆเพื่อดูว่าข้อเขียนดำเนินอย่างราบรื่นหรือไม่


      4. การแก้ไข/การพิสูจน์อักษร(Editing/Proofreading) เป็นขั้นการแก้ไขข้อผิดพลาดในด้านไวยากรณ์ และระเบียบแบบแผนทางภาษา ได้แก่ การสะกดคำ การใช้อักษรและเครื่องหมายวรรคตอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการแก้ไขให้ประณีตยิ่งขึ้นและเป็นเรื่องของความภาคภูมิใจส่วนตัวของผู้เขียน 

             5. การเผยแพร่(Publishing) ขั้นนี้มีความหมายกว้างมากกว่าการนำข้อเขียนไปจัดพิมพ์ในวารสารหรือหนังสือพิมพ์ แต่หมายความรวมถึงการนำข้อเขียนไปถึงมือผู้อ่านที่อาจเป็น เพื่อน ครู หรือผู้ปกครอง หรือเป็นขั้นที่จัดให้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มเพื่อน และระหว่างผู้อ่านอื่นๆ ซึ่งอาจเลือกดำเนินการดังนี้
               5.1 อ่านข้อเขียนดังๆให้กลุ่มเพื่อนฟัง
               5.2 นำผลงานจัดทำเป็นหนังสือ
               5.3 สำเนาส่งให้เพื่อนหรือญาติอ่าน
               5.4 จัดแสดงผลงาน/นิทรรศการผลงานเขียน

     

กระบวนการเขียนทั้ง 4 ตอนที่กล่าวมาแล้วคงเป็นแนวทางให้ครูภาษาไทยพิจารณาเลือกใช้หรือประยุกต์นำไปสู่การสอนและจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติทั้งกระบวนการเขียน....และอย่าลืมนะคะ.....กระบวนการเขียนนี้สามารถดำเนินกลับไปกลับมาในแต่ละขั้นได้.....เพราะการเขียนเป็นการคิดที่คู่ขนานกันตลอดเวลา....................

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการเขียน : ตอนที่ 3




  "ในตอนนี้...เป็นการนำเสนอแนวคิดของหน่วยงานของต่างประเทศที่กล่าวถึงขั้นตอน 7 ขั้นในงานเขียนที่ครูควรมอบหมายให้นักเรียนดำเนินการในกระบวนการเขียน  เชิญติดตามค่ะ"

 Educational Public Service (2010:Online) เสนอขั้นตอนต่างๆ 7 ขั้น  ในงานเขียนที่นักเรียนได้รับมอบหมายจากครู  แต่ละขั้นมีการดำเนินการดังต่อไปนี้

     1.การพัฒนาเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่จะเขียน(Developing your topic)ในกรณีที่ครูไม่ได้กำหนดหัวข้อเรื่องให้  นักเรียนจะเลือกหัวข้อเรื่องจากเรื่องที่ตนสนใจ หรือ อยากรู้อยากเห็น เช่น จากการศึกษาค้นคว้าจากตำราหรืองานอดิเรกเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ  เมื่อกำหนดหัวเรื่องได้แล้วนักเรียนจะเขียนความคิดหลักเกี่ยวกับเรื่อง แล้วดำเนินการดังนี้
         1.1 จดความคิดหลักเป็นวลี หรือคำ หรือคำที่สำคัญ แล้วจัดทำเป็นแผนที่ความคิด(Concept map)
         1.2 บอกถึงสิ่งที่นักเรียนต้องการทำเกี่ยวกับความคิดนั้น เช่น ต้องการเขียนความเรียงเชิงโน้มน้าว หรือเขียนอธิบาย หรือตามที่ครูกำหนดงานไว้
         1.3 บอกถึงแหล่งค้นคว้าที่นักเรียนจะสืบค้นสารสนเทศ  อาจเริ่มจากสารานุกรม แล้วขยายวงกว้างไปสู่แหล่งอื่นๆ รวมทั้งบุคคลและองค์กรที่เป็นผู้รู้
         1.4 สรุปความเกี่ยวกับหัวเรื่อง แล้วนำไปปรึกษาหารือกับครู  เพื่อได้ข้อมูลย้อนกลับที่ทำให้เข้าใจกระจ่างมากยิ่งขึ้น หรือได้ความคิดใหม่ๆ

     2. การกำหนดผู้อ่าน(Identify your audience) กลุ่มผู้อ่านจะทำให้รูปแบบการเขียนและคำศัพท์ที่ใช้แตกต่างกันไป  เช่นการเขียนเรื่องกีฬาให้เพื่อนนักเรียนอ่านกับการเขียนให้ผู้ปกครองอ่านจะแตกต่างกัน 


3. การศึกษาค้นคว้า(Research) เป็นขั้นการรวบรวมสารสนเทศและจดบันทึก  ทั้งจากการสัมภาษณ์  การอ่าน การทดลอง การเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ


4. การเรียบเรียงความคิดและการเตรียมการก่อนเขียน(Organize and prewrite) เป็นขั้นที่จะสรุปถึงคำสำคัญ  ความหมาย และโครงสร้างที่จะใช้กับสารสนเทศที่รวบรวมได้ก่อนที่จะเขียนร่างแรก  วิธีการนี้จะช่วยให้ผ่านอุปสรรคการเขียนได้ เพราะช่วยให้นักเรียนค้นพบความคิดสำคัญ แปลความหมายสิ่งที่รวบรวมมาเป็นภาษาของนักเรียนเอง  รวมทั้งการได้โครงสร้างของเรื่องอย่างมีเหตุผล
     5. การร่าง(Draft / Write) นักเรียนจะสามารถร่างข้อเขียนได้เมื่อมีสารสนเทศเพียงพอ มีความเข้าใจ มีการลำดับความคิดและมีโครงสร้างของเรื่องแล้ว
         การเขียนร่างอาจแบ่งเป็นย่อหน้าแรก ที่เป็นการแนะนำหัวข้อ ชักจูงความสนใจของผู้อ่านและเสนอจุดสำคัญของเรื่อง 2-3 จุด  ย่อหน้าต่อไปเป็นย่อหน้าสนับสนุน โดยนำจุดสำคัญมาเขียนเป็นย่อหน้าต่อเนื่องกันไป แต่ละย่อหน้ามีความคิดสำคัญ ระหว่างย่อหน้าควรมีการเชื่อมต่อให้เห็นความต่อเนื่อง และสุดท้ายเป็นย่อหน้าลงสรุป ซึ่งเป็นการสรุปความจากใจความสำคัญทั้งหมด และลงสรุปอย่างมีเหตุผล


     6. การปรับปรุง(Revise) เป็นขั้นการปรับปรุงและการแก้ไข  โดยใช้กลวิธีต่อไปนี้ในการพิจารณา คือ การอ่านออกเสียงให้ตัวเองฟัง อ่านช้าๆแล้วดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร โดยปิดข้อความทีละบรรทัดขณะที่อ่าน  เพื่อดูว่าเนื้อหาดำเนินการอย่างต่อเนื่องและราบรื่นหรือไม่ นักเรียนเขียนยาวเกินไปหรือสั้นเกินไป โดยคำนึงถึงผู้อ่านที่ยังไม่รู้ในสิ่งที่นักเรียนเขียน
         การปรับปรุงต้องยึดเค้าโครงเรื่องที่วางแผนไว้  และดูจากการจัดลำดับของย่อหน้าว่ามีเหตุผลหรือไม่  มีส่วนใดควรตัดออก หรือควรรวมเข้ากับส่วนอื่น  การปรับปรุงเน้นที่เนื้อหา  การสื่อสารและลีลาการเขียน 


6. การพิสูจน์อักษร(Proofread) เป็นการตรวจสอบในเรื่องโครงสร้างทางภาษา  การสะกดผิด โดยวิธีการตรวจร่วมกับผู้อื่น อ่านดังๆเพื่อให้ได้ยินและได้เห็น  หรือรู้สึกสงสัยตลอดเวลาในการตรวจ



มีคำถามจากครูว่า"จะสอนให้นักเรียนสามารถระดมสมองและเขียนอย่างอิสระได้อย่างไร"มีคำตอบค่ะ

  
การระดมสมองมีแนวทางดังนี้
      1. ใช้กระดาษเปล่า กำหนดเวลา 5-15 นาที
      2. สรุปหัวข้อเรื่องเป็นวลี / ประโยค
      3. เขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในใจ  โดยคิดถึงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่อง  ทำอย่างสนุกสนาน หรือโดยตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง แม้จะเป็นคำถามแปลกๆก็ตาม
      4. ทบทวนดูว่ามีคำ/ความคิด ที่จะนำมาใช้กับหัวข้อเรื่องอีกหรือไม่ และมีใจความสำคัญในลำดับความคิดหรือไม่

การเขียนอย่างอิสระจากจุดสนใจมีแนวทางดังนี้
      1. ใช้กระดาษเปล่า  กำหนดเวลา 5-15 นาที
      2.  สรุปหัวข้อเรื่องเป็นวลี/ประโยค ขณะเขียนปล่อยให้ความคิดลื่นไหลไป
      3. เขียนอะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นในใจ
      4. อย่าหยุด  อย่าลังเล  ทำอย่างรวดเร็ว
      5. ไม่มีการปรับปรุงสิ่งที่เขียน
      6. เมื่อหมดเวลาแล้วให้ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น  ปรับวลีเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง  เขียนคำ/วลี/ความคิดสำคัญ/ความรู้สึกที่มีความหมาย
      7. ปรับปรุง โดยดูคำและความคิดที่จะใช้กับหัวข้อเรื่อง ที่เป็นความคิดสำคัญของกลุ่มความคิด
"เหนื่อยนักหยุดพักสมอง...ผ่อนคลายให้มีพลัง  เพื่อทำงานสอนต่ออย่างสนุก  สุขใจและภูมิใจในความเป็นครูนะคะ"

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการเขียน : ตอนที่ 2

               การเขียนเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน  ที่เปิดโอกาสให้ผู้เขียนสำรวจความคิดแล้วทำความคิดนั้นให้เป็นรูปธรรม  การเขียนจึงกระตุ้นการคิดและการเรียนรู้ เพราะเมื่อเขียนความคิดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว  ผู้เขียนจะตรวจสอบความคิดของตนได้ พิจารณาใหม่ได้หรือเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงหรือเรียบเรียงความคิดใหม่ได้ 
( Ghaith.2002:Online)


            ในการสอนนักเรียนตามกระบวนการเขียน  นักเรียนต้องปฏิบัติตามกิจกรรมในขั้นตอนต่างๆของกระบวนการเขียนที่มีลักษณะการคิดกลับไปกลับมา ขั้นตอนการเขียนอาจแบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ ดังนี้


             1.การเตรียมการเขียน (Pre-writing) เป็นขั้นตอนแรกที่นักเรียนจะได้สำรวจความคิดเพื่อหาหัวข้อ(Topic) ที่จะเขียน โดยใช้กลวิธีการต่างๆได้แก่ การระดมสมอง การสร้างแผนภาพ การสัมภาษณ์ การเข้าร่วมอภิปราย การฟังดนตรี การประชุมปรึกษาหารือ การเขียนอย่างอิสระ การย้อนคิดทบทวนจากประสบการณ์ การดูตัวแบบการเขียน การจัดทำรายการ การจัดประเภทสารสนเทศ การแสดงความรู้สึกตอบสนองในการอ่านวรรณคดี การเล่นบทบาทสมมุติหรือละคร
การอ่านหนังสือ การดูสื่อต่างๆและการใช้คำถาม "ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม" เป็นต้น
               กลวิธีดังกล่าวนี้ใช้เป็นหลักสำหรับนักเรียนที่ยังขาดประสบการณ์การเขียน  ซึ่งมักมีความยุ่งยากในการเข้าถึงความรู้สึก ความคิด ประสบการณ์และความรู้ ในขั้นนี้จะช่วยให้นักเรียนมีจุดเริ่มต้น และตระหนักถึงแหล่งที่จะได้ความคิดในการเขียนในวันข้างหน้า
              ในขั้นนี้นักเรียนจะเลือกหัวข้อที่จะเขียน และได้ความคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับหัวข้อนั้นเพื่อพัฒนาความคิดต่อไป 




2. การวางแผน(Planning) เป็นขั้นที่นักเรียนจะต้องพิจารณาถึงจุดประสงค์(Purpose) ผู้อ่าน(Audience) แนวคิด(Point of view) และรูปแบบการเขียน(Format)
           ในด้านจุดประสงค์  นักเรียนต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าต้องการเขียนเพื่อแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็น  เพื่อเล่าเรื่อง  เพื่อบรรยาย  เพื่อความบันเทิง เพื่ออธิบาย  เพื่อโน้มน้าว  หรือเพื่อแสดงออกถึงจินตนาการ
              ในการพิจารณาถึงผู้อ่าน  นักเรียนต้องพิจารณาว่าเขาเขียนสำหรับใคร  ซึ่งอาจเป็นผู้ที่คุ้นเคยใก้ลตัวได้แก่  ตัวเอง เพื่อน ครู ครอบครัว  ผู้ที่คุ้นเคยไกลตัวได้แก่  ชุมชน  องค์การนักเรียน สื่อท้องถิ่น  หรือสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย
               ในการพิจารณาถึงแง่คิด  นักเรียนจะต้องพิจารณาว่าจะแสดงความคิดหรือสารสนเทศจากแง่มุมใด  ใครเป็นผู้เล่าเรื่องหรือเป็นผู้บรรยายเหตุการณ์  สารสนเทศอะไรที่ต้องรวบรวม  และใช้วิธีใดในการรวบรวมจึงจะได้ข้อมูลมากที่สุด/ได้ผลสูงสุด เช่น จากการสัมภาษณ์บุคคล  ทัศนศึกษาหรือค้นคว้าจากห้องสมุด
               ในการพิจาณาถึงรูปแบบการเขียน  นักเรียนต้องพิจารณาจากผู้ที่จะอ่านและจุดประสงค์ในการเขียน  ทั้งนี้เพราะนักเรียนมีโอกาสที่จะเขียนได้หลายรูปแบบ เช่น เรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัว การเขียนคำแนะนำ  อธิบายวิธีการ  รายงาน  วิจารณ์หนังสือ  จดหมาย  โฆษณา  ประวัติบุคคล  บันทึกประจำวัน  เรื่องสั้น  


 3. การร่าง(Drafing) เป็นขั้นของการลงมือเขียน  โดยนำความคิดจากสองขั้นแรกมาเรียบเรียงเป็นร่างข้อเขียน  โดยมีจุดเน้นที่เนื้อหาและความหมาย  ร่างข้อเขียนแรกสุดเป็นร่างหยาบๆที่นักเรียนเรียบเรียงความคิดของตนเองอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ได้สาระสำคัญที่ต้องการกล่าวถึง
               ต่อจากนั้นจะมีการปรับปรุง(Revising) เพื่อปรับปรุงร่างใหม่  อาจมีการตัดบางส่วนออก หรือเพิ่มเติมเข้าไป หรือจัดเรียงความคิดใหม่  นักเรียนอาจพิจารณาเองด้วยการย้อนคิดทบทวน หรือปรึกษาหารือกับครูหรือเพื่อนๆ  เพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับหรือความคิดเพิ่มเติมที่ช่วยในการปรับปรุงข้อเขียนของเขา  นักเรียนอาจใช้ชุดคำถามหรือแบบตรวจสอบรายการ(Checklist) ช่วยในการพิจารณาหรือปรึกษาหารือ  การตรวจทานเพื่อปรับปรุงนี้มุ่งที่เนื้อหาและความชัดเจนของความหมาย  การปรับปรุงทำได้ตั้งแต่ระดับคำ ประโยค ย่อหน้า หรือทั้งฉบับ
              นอกจากนี้แล้วนักเรียนจะต้องมีการแก้ไข(Editing) เกี่ยวกับโครงสร้างทางภาษาและระเบียบแบบแผนทางภาษา  โดยต้องพิสูจน์อักษรให้ถูกต้องแม่นยำในการสะกดคำ  การเว้นวรรคตอน  ไวยากรณ์  และการใช้ภาษา  นักเรียนอาจให้เพื่อนหรือกลุ่มเพื่อนช่วยในการตรวจแก้ไข  โดยใช้แบบตรวจสอบรายการช่วยในการดำเนินการ



4. การดำเนินการหลังเขียน(Post-writing) เป็นขั้นการนำผลงานของนักเรียนสู่สาธารณะ ด้วยการนำเสนอหรือการพิมพ์เผยแพร่  การจะนำเสนอต่อใครและด้วยวิธีการใดนั้นครูควรให้นักเรียนเป็นผู้ตัดสินใจ  ครูเป็นผู้ให้กำลังใจและช่วยให้ความเห็น  เพราะการนำเสนอถือเป็นเรื่องที่มีผลต่อความภูมิใจในตนเองของนักเรียน  การนำเสนอผลงานเขียนอาจทำได้หลายวิธี ดังนี้
           4.1 การแลกเปลี่ยน(Sharing) โดยการอ่านดังๆให้ฟังทั้งชั้น  การอ่านในกลุ่มเล็กหรือติดผลงานที่ป้ายนิเทศ
           4.2 การเผยแพร่(Publishing) อาจจัดทำเป็นหนังสือเล่มเล็กในชั้นเรียน  หนังสือพิมพ์โรงเรียนหรือท้องถิ่น  หนังสือประจำปี  การประกวดงานเขียน หรือวารสาร
           4.3 การใช้แฟ้มสะสมผลงาน(Portfolio) โดยครูและนักเรียนร่วมกันพิจารณาข้อเขียน  ทั้งในแง่จำนวนและความหลากหลายที่นักเรียนต้องการบรรจุผลงานเขียนในแฟ้มสะสมผลงาน เพื่อสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการประเมิน


       Miller(2010:Online) เสนอแนะ กลวิธีที่จะใช้ในขั้นตอนต่างๆของกระบวนการเขียน ดังนี้
      


 1. การเตรียมการก่อนเขียน(Prewriting)
          - การร่างแบบ
          - การทำรายการ
          - การระดมสมอง
          - การใช้ตัวแบบ
          - การประชุมปรึกษาหารือระหว่างครู-นักเรียน-นักเรียนด้วยกัน
          - การใช้คำถาม
          - การจับคู่แลกเปลี่ยนกับเพื่อน
          - การกำหนดเวลาเขียนอย่างอิสระ
          - การจัดกลุ่ม
              
 2. การร่าง(Drafing) 
       - การใช้แผนภาพใยแมงมุม
       - การเขียนในชั้น
       - การใช้ตัวแบบ
       - การประชุมปรึกษาหารือ
       - การกำหนดเวลาเขียน
          - การเขียนลงบัตร
3. การปรับปรุง(Revising) 
      - การร่างภาพ
      - การใช้คำถาม
      - การประชุมปรึกษาหารือ
                         - การใช้ตัวแบบ
                         - การใช้รูบิค(Rubric)
                         - การให้เพื่อนให้ความคิดเห็น

4. การแก้ไข(Editing)
       - การอ่านดังๆ
       - การใช้แหล่งค้นคว้า
       - การประชุมปรึกษาหารือ
       - การให้เพื่อนให้ความคิดเห็น
       - การใช้ตัวแบบ


5. การเผยแพร่(Publishing)
    - การแสดงบนป้ายนิเทศ
    - การรวบรวมข้อเขียน
    - การทำหนังสือพิมพ์ห้องเรียน
    - การจับคู่ห้องเรียน
        - การเผยแพร่สื่ออินเทอร์เน็ต
        - การจัดทำจดหมายข่าว
การนำเสนอครั้ง นี้ เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการสอนนักเรียนตามกระบวนการเขียน 4 ขั้นตอน
ในครั้งต่อไปจะนำเสนอแนวคิดของนักวิชาการต่างประเทศท่านอื่นๆที่มีขั้นตอนการสอนกระบวนการเขียนที่ขยายความมากยิ่งขึ้นคะ่
 


                    
                                






          










วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการเขียน : ตอนที่ 1

          หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเขียนไว้ว่า "สาระที่ 2 : การเขียน  มาตรฐาน ท 2.1 : ใช้กระบวนการเขียน  เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ"
"ครูมดงานอย่างเรา...ทำอย่างไรจะนำกระบวนการเขียนไปสอนนักเรียนได้จ๊ะ"



                        กระบวนการเขียน ( Writing process ) หมายถึง ชุดของขั้นปฏิบัติการเขียน ซึ่งถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านั้นแล้ว จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเขียนได้ ( Time4Writing 2010:Online )ขั้นต่างๆในกระบวนการเขียนได้มาจากการพิจารณาถึงสิ่งที่นักเขียนได้กระทำในการสร้างสรรค์งานของเขา ซึ่งคือ"โลกของความเป็นจริง"ที่นักเขียนปฏิบัติ ( Trupe 2001:Online ) แต่เนื่องจากกระบวนการเขียนมีลักษณะพิเศษตรงที่ไม่ใช่เป็นกระบวนการที่เป็นเส้นตรง กล่าวคือไม่ได้ปฏิบัติต่อเนื่องจากขั้นแรกไปจนถึงขั้นสุดท้าย แต่เป็นกระบวนการที่กลับไปกลับมา เมื่อเริ่มขั้นแรกไปแล้วจนถึงขั้นใดก็ตาม ก็สามารถย้อนกลับมาขั้นแรกแล้วข้ามไปขั้นอื่นๆได้อีก  แม้องค์ประกอบหลักของกระบวนการเขียนของนักเขียนแต่ละคนจะคล้ายกัน นักเขียนแต่ละคนจะพัฒนากระบวนการเขียนของตนขึ้นมาจากประสบการณ์ที่ใช้กระบวนการเขียนกลับไปกลับมา ( National Council of Teachers of English.2004:Online ; Saskatchewan Education 2010:Online )


 นักวิชาการได้เสนอขั้นตอนต่างๆของกระบวนการเขียนแตกต่างกัน  แต่ละขั้นมีวิธีการและกลวิธีหรือเทคนิคที่ใช้หลายประการ


ในตอนที่ 1 นี้  จะกล่าวถึง แนวคิดของกระทรวงศึกษาธิการที่เสนอขั้นตอนเกี่ยวกับกระบวนการเขียน  ดังนี้


           การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 ( ฉบับปรับปรุง 2533 ) กระทรวงศึกษาธิการ (2539:ข-ฃ) กล่าวในคู่มือครูแนะนำเรื่องการสอนเขียนที่เน้นตามรูปแบบของการสื่อสาร เช่น การเขียนรายงาน การเขียนนิทาน การบันทึกต่างๆ และการจัดการเรียนการสอนเขียนให้เน้นการเขียนในเชิงกระบวนการเขียน ซึ่งแตกต่างไปจากการสอนรูปแบบเดิมที่ครูกำหนดหัวเรื่องให้เด็กเขียน เมื่อนักเรียนเขียนแล้วครูก็ตรวจประเมิน  กระบวนการเขียนประกอบด้วยขั้นต่างๆ ดังนี้


           1. การเตรียมเขียน เป็นขั้นวางแผนการเขียน ประกอบด้วยการดำเนินการดังนี้
               1.1 กำหนดหัวข้อเรื่อง และศึกษารูปแบบการเขียน
               1.2 หาความรู้โดยการอ่าน การสัมภาษณ์ การดูของจริง การสนทนาและการศึกษาจากสื่อต่างๆ
               1.3 รวบรวมความรู้ แบ่งเป็นหัวเรื่องย่อย
               1.4 นำหัวข้อเรื่องและหัวข้อเรื่องย่อยมาจัดทำแผนภาพโครงเรื่อง และเขียนรายละเอียดของแต่ละหัวข้อตามรูปแบบการเขียน


           2. การเขียน นำแผนภาพโครงเรื่องมาเขียนเรื่องให้สมบูรณ์


           3.การปรับปรุงข้อเขียน นำเรื่องที่เขียนมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข โดยนำไปให้เพื่อนอ่านและเพิ่มเติมความคิดเห็น ปรับปรุงเพิ่มเติมความคิด ปรับปรุงสำนวน แก้ไขตัวสะกด การันต์ แล้วเขียนเรื่องให้สมบูรณ์


           ต่อมากรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ กล่าวถึงกระบวนการเขียน 7 ขั้น ดังนี้ ( กรมวิชาการ .2543:28 )
           1. Prewriting เป็นขั้นจัดประสบการณ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นการเขียน
           2. Writing เป็นขั้นการเขียนร่างแรก โดยมีจุดประสงค์เบื้องต้นที่เนื้อความในการเขียน
           3. Responding เป็นขั้นที่ให้ผู้อื่นช่วยอ่านงานเขียนอย่างคร่าว เพื่อชี้แนะในเรื่องข้อความหรือรูปแบบทางภาษา
           4. Revision เป็นขั้นนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงงานฉบับที่ร่างไว้ในตอนแรก
           5. Editing เป็นขั้นที่ผู้เขียนตรวจสอบความถูกต้องทางภาษาของงานเขียน
           6. Evaluating เป็นขั้นที่ครูตรวจงานเขียนของเด็ก
           7. Post-writing เป็นขั้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ  เพื่อให้เห็นคุณค่าของงานเขียนมากกว่าที่จะเป็นแค่การให้เกรด/คะแนน


          เมื่อมีการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอแนวการสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเขียน 5 ขั้น ดังนี้ ( กระทรวงศึกษาธิการ.2546:189 )


          1. การเตรียมการเขียน  เป็นขั้นเตรียมพร้อมที่จะเขียน โดยเลือกหัวเรื่องที่จะเขียนบนพื้นฐานประสบการณ์  กำหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขียนอาจใช้วิธีการอ่านหนังสือ สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเป็นรูปหัวข้อเรื่องใหญ่ หัวข้อย่อยและรายละเอียดคร่าวๆ


          2. การยกร่างข้อเขียน เป็นการเขียนตามรูปแบบที่กำหนด เป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคำนึงถึงว่าจะเขียนให้ใครอ่าน จะใช้ภาษาอย่างไรให้เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะสมกับผู้อ่าน จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร มีหัวเรื่องอย่างไร ลำดับความคิดอย่างไร เชื่อมโยงความคิดอย่างไร


         3. การปรับปรุงข้อเขียน เมื่อเขียนยกร่างแล้ว อ่านทบทวนเรื่องที่เขียน ปรับปรุงเรื่องที่เขียน เพิ่มเติมความคิดให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สำนวนโวหาร นำไปให้เพื่อนหรือผู้อื่นอ่าน นำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงอีกครั้ง


         4. การบรรณาธิการกิจ นำข้อเขียนที่ปรับปรุงแล้วมาตรวจทานคำผิด แก้ไขให้ถูกต้อง อ่านตรวจทานแก้ไขข้อเขียนอีกคั้ง แก้ไขข้อผิดพลาดทั้งภาษา ความคิดและการเว้นวรรค


         5. การเขียนให้สมบูรณ์  นำเรื่องที่แก้ไขปรับปรุงแล้วมาเขียนให้สมบูรณ์ จัดพิมพ์ วาดรูปประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบ เมื่อพิมพ์หรือเขียนแล้วตรวจทานอีกครั้ง ก่อนจัดทำรูปเล่ม
ในตอนต่อไปเป็นการนำเสนอแนวคิดของนักวิชาการต่างประเทศ 
เกี่ยวกับ"กระบวนการเขียนและวิธีการสอนกระบวนการเขียน"ค่ะ