การอบรมครูภาษาไทย

ขอให้โรงเรียนในโครงการพัฒนาภาษาไทย ลงทะเบียนเข้ารับการอบรม โดยคลิก ที่นี่ และสามารถตรวจสอบรายชื่อโดยคลิก ที่นี่ หลังการอบรมให้ผู้เข้าอบรมกรอกแบบประเมินผลออนไลน์ดดยคลิก ที่นี่
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเรียนการสอนภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเรียนการสอนภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การพัฒนาความสามารถในการเขียน ตอนที่ 1

          การเขียน คือ พฤติกรรมหนึ่งของการสื่อสารของมนุษย์ ซึ่งแสดงออกถึงประสบการณ์และความรู้ของผู้เขียน  เป็นการสื่อสารเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด  ความต้องการและความในใจของตนเองไปสู่ผู้อื่น  โดยใช้ลายลักษณ์อักษรเป็นสื่อที่จะส่งสารอันมีความหมายไปยังผู้รับสาร ซึ่งต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ เช่น กลวิธีการนำเสนอ  การเลือกสรรถ้อยคำ  รูปแบบการเขียน  เป็นต้น


การเขียนสำคัญอย่างไร...ทำไมต้องพัฒนา

        Harrett (2006 ) มีความเห็นว่า  การเขียนมีความสำคัญที่มุ่งไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ (Spiritual Development ) ช่วยพัฒนาให้คนรับรู้ความจริงจากงานเขียนและร่วมสร้างสรรค์สังคม


                Chappell (2007) ให้เหตผลว่าการเขียนมีความสำคัญมากเพราะ

                1. การเขียนถือเป็นความสามารถพื้นฐานเบื้องต้นที่ใช้ในการตัดสินการทำงาน  การเรียนรู้
                2. การเขียนเป็นการแสดงตัวตนของผู้เขียน
                3. การเขียนเป็นสิ่งที่สัมผัสได้และคงทน ทำให้ความคิดเห็นเป็นสิ่งที่มองเห็นได้
                4. การเขียนช่วยให้ผู้เขียนใช้ข้อเท็จจริง  การอนุมานและความคิดเห็นได้ราบรื่นและไม่ทำให้ผู้อ่านสับสน
                5. การเขียนส่งเสริมความสามารถในการนำเสนอประเด็นความคิดที่มีคุณค่า
                6. การเขียนสนับสนุนความสามารถของผู้เขียนในการอธิบายความคิดที่สลับซับซ้อนแก่ตนเองและผู้อ่าน
                7. การเขียนช่วยให้ผู้อ่านให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เขียนได้
                8. การเขียนทำให้ผู้ที่ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้อื่นได้ขัดเกลาความคิดของตน
                9. การเขียนทำให้ผู้เขียนคาดคะเนความต้องการของผู้อ่าน  ความสามารถที่ทำได้เช่นนี้  แสดงถึงวุฒิภาวะและความยืดหยุ่นทางสติปัญญาของผู้เขียน
               10. การเขียนถึงความคิดของผู้เขียน เป็นการรักษาไว้ซึ่งความคิด  เพื่อกลับมาคิดทบทวนภายหลัง
                11. การเขียนความคิดออกมาจะเปิดโอกาสให้ผู้เขียนประเมินความเพียงพอของเหตุผลได้
                12. การเขียนทำให้ผู้เขียนขยายวงความคิดไปได้เหนือกว่าความคิดแรก
                13. การเขียนช่วยให้เข้าใจได้ว่า  ความจริงในสาขาวิชาการนั้นๆสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
                14. การเขียนก่อให้เกิดทักษะทางการสื่อสาร  และการคิดที่ต้องใช้เหตุผลในสังคมประชาธิปไตย
                15. การเขียนเป็นทักษะการทำงานที่สำคัญ

               ความสำคัญของการเขียนที่กล่าวข้างต้น  เป็นความคิดเห็นของนักวิชาการที่มีต่อการเขียนโดยทั่วไป  ในส่วนของความสำคัญของการเขียนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนของนักเรียน  มีผู้ให้ความเห็นหลายท่านดังนี้

Marmara Elt Resources ( 2009 ) กล่าวถึง
ความสำคัญของการเรียนรู้ที่จะเขียน
( Learning to writing ) ดังนี้

             1. การเรียนรู้ที่จะเขียนช่วยทำให้นักเรียนเป็นผู้อ่านที่เก่งขึ้น  เพราะการอ่านและการเขียนเป็นกระบวนการทางความคิดที่สัมพันธ์กัน

              2. การเรียนรู้ที่จะเขียน  ให้ผลดีช่วยให้นักเรียนพัฒนาในวิชาอื่นๆด้วย  เพราะการเขียนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาต่างๆ ช่วยนักเรียนในการเรียนรู้วิชานั้น  ทั้งคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง  โครงสร้างของเรื่องที่สัมพันธ์เนื้อหา และการทำความกระจ่างในความคิด

             3. ผลงานเขียนของนักเรียนจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ครูใช้ในการประเมินว่านักเรียนเข้าใจในวิชานั้นๆหรือไม่


               4. การเรียนรู้ที่จะเขียน  ส่งเสริมพัฒนาการทางความคิด  เพราะการเขียนคำลงในกระดาษต้องอาศัยการตัดสินใจและการแก้ปัญหา  ผู้เขียนต้องตัดสินใจว่าข้อเท็จจริงหรือสารสนเทศใดที่มีความสำคัญที่ผู้อ่านควรรู้  ผู้เขียนต้องคัดสรรสารสนเทศโดยตลอด จากนั้นลำดับความสำคัญและสังเคราะห์เพื่อสร้างข้อความที่มีความหมาย  การเขียนจึงเป็นการให้โอกาสแก่นักเรียนในการฝึกฝนทักษะการคิดระดับสูง

           สิ่งสำคัญที่ครูควรตระหนักว่า  การใช้เวลาในการเรียนรู้ที่จะเขียน  จะทำให้มีนักเรียนที่อ่านเก่ง  คิดเก่ง  และเขียนเก่ง  อันเป็นสิ่งที่ครูภาษาไทยต้องการให้มีในเด็กไทยของเรา




           การเขียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลและสังคม  ในแง่ของบุุคคลการเขียนเป็นการสื่อสารถ่ายทอดความรู้  ความคิด  ความรู้สึกและการแสดงออกถึงตัวตนของผู้เขียนต่อผู้อื่น  มีผลให้บุคคลได้พัฒนาทางภาษา  ทางการเรียนรู้  การคิด  และการริเริ่มสร้างสรรค์ตลอดจนจิตวิญญาณ  การเขียนที่ดีช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง  และยังใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตและการทำงานอาชีพ  ในแง่สังคมเป็นการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม  สร้างสรรค์และพัฒนาในสาขาอาชีพต่างๆ  สร้างความเข้าใจระหว่างคนในสังคม  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และความเคารพนับถือกัน  การเขียนสร้างสรรค์สังคมด้วยความคิดที่มีคุณค่า ด้วยเหตุนี้เด็กและเยาวชนไทยจึงควรได้รับการพัฒนาความสามารถในการเขียน  เพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน  ทำให้การเขียนเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทางศึกษา 
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่เป็น Best Practices

         การจัดกิจกรรมหรือโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน  มีเป้าหมายสำคัญที่มุ่งให้โรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับปฐมวัย  ประถมศึกษา  และมัธยมศึกษา  สร้างความตระหนัก  แรงจูงใจและกระตุ้นให้ครู  บรรณารักษ์  ผู้ที่เกี่นวข้องทุกระดับเห็นความสำคัญของการอ่าน  และมีส่วนร่วมในการสร้างนิสัยรักการอ่าน  เพื่อยกระดับความสามารถในการอ่านกับนักเรียน

           หลักสำคัญของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน  ในเบื้องต้นต้องมีความเชื่อมั่นว่า

        1.การอ่าน  เป็นเครื่องมือพื้นฐานสำคัญเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้  การติดต่อสื่อสารและใช้ในการดำรงชีวิต
        2.การอ่าน  ถือเป็นทักษะพื้นฐานที่โรงเรียนต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก  โดยครูจะต้องเลือกสรรเทคนิคหรือวิธีการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับกระบวนการอ่าน  เพื่อพัฒนาให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่าน
       3.การอ่าน  เป็นงานของครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้นักเรียนสามารถอ่านออกเขียนได้  โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับกลุ่มสาระการเรียนรู้นั้นๆ
       4.การอ่านและการเขียน เป็นเรื่องที่ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ต้องบูรณาการในการจัดการเรียนรู้
       5.การอ่าน   เป็นการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของโรงเรียน ผู้ปกครองและชุมชน เพื่อใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้

 
          จากการนิเทศติดตามและร่วมพัฒนาโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของโรงเรียนในสังกัด  สพท.กทม. 2 มีผลสำเร็จของงานที่เป็นการปฏิบัติงานที่ประสบผลสำเร็จ เป็น Best Practice หลายลักษณะดังนี้

         1.  เป็นผลงานที่เกิดจากการพัฒนาห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้

         2.  เป็นผลงานที่เป็นกิจกรรมเด่นที่ดำเนินการแล้ว นักเรียน ครู / บุคคลากรที่เกี่ยวข้องในโรงเรียนเกิดการพัฒนานิสัยรักการอ่านและส่งเสริมความสามารถด้านการอ่าน

                  3. เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการแล้วทำให้บรรยากาศในโรงเรียนส่งเสริมการเรียนรู้ และพัฒนาความสามารถในการอ่านแก่นักเรียนเพิ่มขึ้น

                  4.  เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ  สามารถนำไปเป็นตัวอย่าง  หรือแนวทางในการพัฒนาโรงเรียนอื่นได้

                  5.  เป็นตัวอย่างการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์  ที่มียุทธวิธีและกระบวนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

                  6.  เป็นตัวอย่างการพัฒนาการจัดกิจกรรมให้ห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ หรือการพัฒนาเป็นโรงเรียนต้นแบบลห้องสมุดมีชีวิต

                  7.  เป็นตัวอย่างการบูรณาการการจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ  เพื่อส่งเสริมให้ครูและนักเรียนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน  ส่งผลให้เกิดนิสัยรักการอ่าน  และพัฒนาศักยภาพความสามารถในการอ่านแก่นักเรียน

                  8.  เป็นการสรุปรายงานหรือการเล่าถึงการทำงานของผู้บริหาร  ครูหรือกลุ่มครู   นักเรียน  โรงเรียนกับชุมชน  ที่ได้เรียนรู้วิธีการคิดหรือวิธีการทำงานใหม่  ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในการดำเนินงานในโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน  การพัฒนาห้องสมุด  แหล่งเรียนรู้หรือกิจกรรมที่โรงเรียนสร้างสรรค์ใหม่ๆ  ที่มีผลการดำเนินงานพัฒนาผู้เรียนให้มีนิสัยรักการอ่าน  พัฒนาความสามารถด้านการอ่าน  มีผลสำเร็จเกิดความภาคภูมิใจ

                 9.  เป็นการสรุป / รายงาน / การเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกัลผู้บริหาร  ครู  นักเรียน  หรือผุ้ปกครอง/ชุมชน  อันเป็นผลมาจากการดำเนิงงานโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน  การพัฒนาห้องสมุดมีชีวิต  การพัฒนาแหล่งเรียนรู้  หรือโครงการที่โรงเีรียนสร้างสรรค์ ใหม่


WE  CAN


 

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พัฒนาการด้านการเขียนของเด็กปฐมวัย

          Morrow(1998:241) กล่าวถึงลักษณะการเขียนและพัฒนาการเขียนของเด็กปฐมวัยดังนี้
              
      1. การเขียนโดยผ่านการวาดรูป ( Writing via drawing ) เด็กใช้การวาดรูปเป็นพื้นฐานของการเขียน ในขั้นนี้ทั้งการวาดรูปและการเขียนจะไม่สัมพันธ์กัน  เด็กจะมองว่าการวาดรูปและการเขียนเป็นการติดต่อสื่อสารโดยเฉพาะ


       2. การเขียนโดยผ่านการขีดๆเขียนๆ ( Writing via scribbing ) เด็กจะขีดๆเขียนๆจากซ้ายไปขวา  และเคลื่อนดินสอเหมือนผู้ใหญ่ทำ  และในขณะเขียนจะทำให้เกิดเสียง  การเขียนในขั้นนี้จะเริ่มคล้ายการเขียนจริง


       3. การเขียนโดยผ่านการทำตัวอักษรเหมือนแบบ ( Writing via letter-like form ) การเขียนในขั้นนี้หากมองผ่านๆจะเหมือนตัวอักษรจริง  แต่ดูใกล้ๆจะเห็นว่าเด็กเขียนไม่สมบูรณ์เหมือนตัวอักษรจริง เป็นการเขียนที่เด็กคิดออกแบบการเขียนของตนเองขึ้น
        4. การเขียนโดยผ่านการคัดลอกจากหนังสือ ( Writing via reproducing will learned units or letter strings ) เด็กจะเขียนคัดลอกตัวอักษรเป็นชื่อตัวเอง  ในขั้นนี้การเขียนของเด็กแต่ละคนจะแตกต่่างกัน เด็กบางคนอาจเขียนตัวอักษรยาวๆ หรือคิดออกแบบการเขียนของตัวเองขึ้น


         5. การเขียนโดยผ่านการคิดแบบตนเอง ( Writing via invented spelling ) เด็กส่วนใหญ่จะคิดแบบการเขียนของตนเองขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแสดงความรู้สึกออกมา  โดยเด็กไม่รู้ว่าการเขียนคำๆหนึ่งสะกดจริงๆทำอย่างไร  ตัวอักษรเพียงตัวเดียวอาจเป็นตัวแทนพยางค์ของคำๆนั้นทั้งหมด หรือมีการเขียนคำเกินมาซึ่งไม่เกี่ยวข้องกัน   ในขั้นนี้เด็กบางคนจะทำท่าทางเขียนอย่่างรอบคอบเหมือนการเขียนจริง


        6. การเขียนโดยผ่านการสะกดตามแบบ ( Writing via conventional spelling ) ในขั้นนี้เด็กจะเขียนเหมือนผู้ใหญ่


        การเขียนของเด็กปฐมวัยเป็นวิธีการหนึ่งที่เด็กแสดงออก เป็นพัฒนาการทางภาษาที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับทักษะการฟัง การดู การพูด การเขียนจึงเป็นเครื่องมือที่จะพัฒนาความมีเหตุมีผลของเด็ก ครูควรแนะนำให้เด็กเขียนโดยใช้ความคิด ประสบการณ์ ความพอใจ และตามความสามารถทางภาษาของเด็กเอง  ความสามารถในการเขียนจะเป็นไปตามพัฒนาการของแต่ละวัย ในเด็กวัย 5-6ปี เด็กจะสามารถวาดรูปคนโดยมีส่วนสำคัญ 6 ส่วนได้  และวาดรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนที่มีมุมแหลมอยู่ในแนวตั้งได้  แสดงว่าเด็กพร้อมที่จะเขียนหนังสือได้  ทั้งนี้ครูจะต้องสังเกตว่าเด็กสามารถใช้มือหรือกล้ามเนื้อมือและตาทำงานสัมพันธ์กัน เด็กสามารถมองเห็นความเหมือน - ความแตกต่างของสิ่งต่างๆ และเด็กพร้อมที่จะเขียนหนังสืออย่างมีความสุข ไม่ถูกบังคับขู่เข็ญ จะส่งผลให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนหนังสือต่อไป


วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หัวใจนักปราชญ์ : การอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียน

          ความสามารถในการอ่าน  การคิด  และการเขียน  เป็นจุดเน้นที่สำคัญของพระราชบัญญัติ  การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่๒) พ.ศ.๒๕๔๕ และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑

          ความสามารถในการอ่าน  การคิด และการเขียน  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความเป็นนักปราชญ์   โดยเฉพาะการเขียนซึ่งเป็นการแสดงผลของการอ่าน  การใช้ความคิด  การตั้งคำถาม  ผลงานการเขียนจึงเป็นการสะท้อนความเป็นนักปราชญ์   ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการนำมาเป็นเกณฑ์ๆหนึ่งในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน

        พระยาอุปกิตศิลปสาร(๒๕๔๖) ได้แสดงถึงความสำคัญของการอ่าน  การคิด  และการเขียน ไว้ในหัวใจนักปราชญ์ ดังนี้
        หัวใจนักปราชญ์ "สุ. จิ. ปุ. ลิ." ที่ข้าพเจ้าจะนำมาอธิบายให้ท่านฟัง  บัดนี้ท่านคงทราบกันมาแล้วว่า สุ. คือ การฟัง  จิ. ได้แก่ จินตะ คือการคิด  ปุ. ได้แก่ ปุจฉา คือ การถาม  และ ลิ. ได้แก่ ลิขิต  คือ การเขียน...
 
        ๑. สุ.  คือ สุต  การฟัง  ได้แก่ การแสวงหาความรู้ เพราะการเล่าเรียนในสมัยโบราณต้องอาศัยการฟังเป็นพื้น  เพราะการใช้หนังสือยังไม่แพร่หลาย จึงจัดเอาการฟังเป็นหัวข้อสำคัญ  คนที่จะเป็นนักปราชญ์ได้ต้องฟังมามาก  ซึ่งเรียกว่า "พหูสูตร" คือ ผู้ฟังมาก แต่สมัยนี้วิชาหนังสือแพร่หลายทั่วไป จึงควรนับ การอ่านเข้าไปในข้อพหูสูตรนี้ด้วย คือ  รวมความว่าผู้มี่เป็นนักปราชญ์จะต้องฟังมากและอ่านมากด้วย

         ๒.  จิ. คือ จินตนะ แปลว่า ความคิด  เป็นศัพท์พวกเดียวกับ "จิต" ว่าเครื่องคิด คือ   ใจเรานี้เอง  คำว่า จิ. คือความคิด  ในที่นี้ท่านหมายความว่า "ให้ใช้ความคิด"  ซึ่งเป็นขั้นที่ ๒ รองจากการฟังหรือ    การอ่าน กล่าวคือ เมื่อเราฟังหรืออ่านเรื่องราวใดๆ  เราต้องคิดตามไปด้วย ไม่ใช่ปล่อยจิตไปตามยถากรรมอย่างฟังเสียงนกเสียงกา  ถ้าพบข้อความแม้จนคำพูดที่ไม่เข้าใจหรือสงสัย  ก็ผูกจิตไว้ตรึกตรองภายหลัง  เพราะถ้าจะเอามาตรึกตรองเวลานั้น  ก็จะไม่ได้ฟังเรื่องต่อไปหรือจะจดย่อๆก็ได้... เพราะฉะนั้นเราจึงควรใช้ความคิดในการอ่านให้เหมาะสมแก่ฐานะที่เราเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาจึงจะเหมาะ  กล่าวคือ ต้องใช้ จิ. ไปด้วยให้ได้รับความรู้สมค่าที่ลงทุนอ่าน...

          ๓.  ปุ. คือ ปุจฉา การถาม เป็นข้อสำคัญไม่แพ้ข้อต้นๆ ผู้ที่จะเป็นนักปราชญ์ต้องพยายามแสวงหาความรู้ในการถาม  กล่าวคือเมื่อเราฟังหรืออ่าน  ถ้าพบข้อความหรือถ้อยคำที่สงสัยหรือไม่เข้าใจ ก็ผูกจิตไว้ตรึกตรองและค้นคว้าหาความเข้าใจ   โดยการสอบถามผู้ที่เรามั่นใจว่าเขารู้ดี  ไม่กระดากอายในการไต่ถามสิ่งที่เราไม่รู้  เพราะการทนงตัวว่าเรารู้มาก ดูถูกผู้อื่นว่าไม่รู้และการถือเกียรติว่าไม่ควรถามผู้ที่ตำ่ต้อย กว่าตน  ทั้ง ๓ ประการนี้เป็นมารที่จะรั้งเราให้ลงจากฐานะเป็นนักปราชญ์  แต่ต้องรักษาจริยวัตรในการถามให้มากๆ คือ แสดงให้เขาทราบว่า ถามเพื่อต้องการความรู้จริง  ด้วยความเคารพจริงๆไม่ใช่การถามเพื่อสอบไล่เขาหรือถามเพื่อขัดคอเขาหรือเพื่อข่มเขาให้อาย

          ๔.  ลิ. คือ ลิขิต แปลว่า เขียนไว้  กล่าวคือ  ท่านได้บันทึกข้อที่ควรรู้ควรจำ  ลิ. นี้สำคัญกว่าอื่น  เพราะเป็นการแสดงผลของการฟัง  การอ่าน  การใช้ความคิด  การถาม  ในสมัยโบราณการบันทึกข้อความนับว่าสำคัญมาก  เพราะมีผู้รู้หนังสือน้อย  ท่านจึงตั้งไว้เป็นหัวใจข้อสุดท้ายของนักปราชญ์ เพนาะสำคัญที่สุดและสำคัญจริงๆ

          โดยสรุป 
                       การอ่าน  การคิดวิเคราะห์  และเขียน  หมายถึงความสามารถในความเป็นนักปราชญ์  (ผู้รู้ผู้มีปัญญา)  แสดงผลงานการเขียนเพื่อการสะท้อนความเป็นผู้รู้  ผู้มีปัญญา  ผลงานการเขียน(ลิขิต) เป็นผลงานที่เกิดจากการอ่าน  การฟัง  และการถาม(ปุจฉา)จากผู้รู้/จากการอ่านเอกสารของผู้รู้ที่เขียนไว้  ดังนั้น ความสามารถในการอ่าน  คิดวิเคราะห์และเขียน  จึงสมารถแสดงออกได้ด้วยผลงาน   การเขียน  ซึ่งเป็นการเขียนที่เกิดจากการใช้ความคิดที่เป็นผลจากการอ่าน  การฟัง  และ      การถาม ที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง  จึงนับว่าความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์  และเขียน เป็นความสามารถของผู้มีปัญญาหรือความสามารถในการเป็นนักปราชญ์นั่นเอง

"ลูกไก่อย่างพวกเราจะมีหัวใจนักปราชญ์ได้ไหมคะ"

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การเขียนตามรูปแบบในระดับประถมศึกษา

         การเขียนตามรูปแบบในระดับประถมศึกษา   มีจุดประสงค์ของการเขียนดังนี้ (กรมวิชาการ, ๒๕๔๔:๑๒๐-๑๒๒)
     
          ๑. เพื่อเล่าเรื่องบอกเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์ เช่นเล่าประวัติ  เล่าเหตุการณ์  เล่าประสบการณ์ชีวิต  เล่าเรื่องราวตามลำดับเหตุการณ์  บันทึกเหตุการณ์  บันทึกประจำวัน
          ๒. เพื่อแสดงความคิดเห็นและแนะนำ เช่นแสดงแนวคิดจากการอ่าน  แสดงอารมณ์และความรู้สึก  แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและเชิงสร้างสรรค์  แสดงความคิดเห็นประกอบเหตุผล  แนะนำตนเอง  แนะนำบุคคล  แนะนำสถานที่
           ๓. เพื่ออธิบายให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ  เช่น อธิบายเรื่องธรรมชาติ  อธิบายเหตุผล  อธิบายการแสดงหรือพฤติกรรมของบุคคล  อธิบายวิธีการ/  การปฏิบัติ  อธิบายวิธีการทำตามขั้นตอน
          ๔.  เพื่อจดบันทึกการฟัง  การดูและการอ่านจากสื่อต่างๆ เช่น บันทึกความรู้  บันทึกการฟัง  บันทึกการอ่านหนังสือ
          ๕.  เพื่อการวิเคราะห์  เช่น  เขียนวิเคราะห์ข่าว  เขียนแสดงข้อเท็จจริง
          ๖.  เพื่อการวิจารณ์  เช่น  วิจารณ์ตัวละคร / บทละคร/บทความ  วิจารณ์เรื่องจากภาพ
          ๗.  เพื่อสร้างจินตนาการและความบันเทิง เช่น นิทาน  บรรยายภาพ   เรียงความเรื่ิองตามจินตนาการ    บทละคร    บทสนทนา
          ๘.  เพื่อการโฆษณา  ชักจูงใจ  เชิญชวน  และประกาศแจ้งความ  เช่นโฆษณาสินค้าโฆษณาหาเสียง บัตรอวยพร  บัตรเชิญในโอกาสต่างๆ     ประกาสของทางราชการ
          ๙.  เพื่อประโยชน์ในการเรียน เช่น เขียนสรุปความ  เขียนย่อความ  เขียนย่อเรื่อง  เขียนสรุปความจากการฟัง/การอ่าน
         ๑๐. เพื่อการใช้ในชีวิตประจำวัน  เช่น  จดหมาย  การกรอกแบบรายการต่างๆ

          การสอนเขียนระดับประถมศึกษาจะเน้นการเขียนตามรูปแบบ  ซึ่งเป็นการเขียนตามหลักเกณฑ์ของการเขียนแต่ละประเภท  ครูควรจัดประสบการณ์ในการเขียนที่เน้นกระบวนการเขียน (Writing  Process)  มากกว่าการสอนเขียนแบบเดิม  ซึ่งครูเป็นผู้กำหนดหัวเรื่องให้นักเรียนเขียนแล้วครูตรวจให้คะแนน


                     ในครั้งต่อไปจะชวนคิด...ชวนสร้างประสบการณ์เขียนแก่เด็กประถมด้วยกระบวนการเขียนค่ะ

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การเขียนตามรูปแบบ

                มาตรฐานการเรียนรู้ของสาระการเขียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กล่าวถึงคำสำคัญหลายคำที่ครูผู้สอนทุกระดับชั้นต้องตระหนักในการจัดการเรียนรู้แก่นักเรียน ได้แก่  กระบวนการเขียน  การเขียนตามรูปแบบ  การใช้แผนภาพในการพัฒนาการเขียน  

วันนี้ขอชวนอ่านและทำความเข้าใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับ การเขียนตามรูปแบบ   เพื่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้า  และคิดแนวทางการจัดกิจกรรม  สำหรับเพื่อนครู  เพื่อนศึกษานิเทศก์ และผู้ที่สนใจ
         
             
รูปแบบการเขียน ( Forms of Writing ) หมายถึง ประเภทของงานเขียนที่แบ่งออกตามจุดประสงค์ของการเขียน ในภาษาอังกฤษอาจใช้คำว่า form , type, mode หรือdomain  ( Stecle 2007: Online, Answer Corporation 2010: Online )
         
    Houghton  Mifflin Harcourt ( 2006 : Online ) แบ่งรูปแบบการเขียน ( Form ) เป็น 5 รูปแบบ ดังนี้
         
     1. การเขียนเล่าเรื่อง ( Narrative ) เป็นข้อเขียนที่เล่าเรื่องราวที่เป็นเรื่องจริงหรือแต่งขึ้นประกอบด้วย
                  1.1  เรื่องชีวประวัติ ( ฺBiographical  narrative )
                  1.2  เรื่องบันเทิงคดี ( Fictional  narrative )
                  1.3  เรื่องส่วนบุคคล ( Personal  narrative )
     
     2.  การเขียนอธิบาย ( Expository ) เป็นข้อเขียนที่อธิบายหรือบอกสารสนเทศ  ประกอบด้วย
                  2.1  ความเรียงเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง(Compare-contrast essay )
                  2.2  ความเรียงวิธีการ ( How- to  essay )
                  2.3  ความเรียงที่เป็นสารสนเทศ ( Information  essay )
           
    3.  การเขียนโน้มน้าว ( Persuasive ) เป็นข้อเขียนที่เสนอความคิดเห็นของผู้เขียน และพยายามโน้มน้าวให้ผู้อ่านเห็นด้วย  ประกอบด้วย
                  3.1  ความเรียงที่เป็นข้อคิดเห็น ( Opinion  essay  )
                  3.2  ความเรียงที่กล่าวถึงปัญหาและการแก้ไข ( Problem- solution )
                  3.3  ความเรียงที่กล่าวถึงการสนับสนุนและการคัดค้าน ( Pro-con essay )
           
     4.  การเขียนบรรยาย ( Descriptive) เป็นข้อเขียนที่มีจุดประสงค์ที่จะบรรยายถึง บุคคล  สถานที่  หรือเหตุการณ์  จนผู้อ่านมีภาพของสิ่งที่บรรยายนั้นอยู่ในใจ
           
     5.  การวิเคราะห์วิจารณ์งานเขียน ( Response  to  literature ) เป็นข้อเขียนที่กล่าวถึงการสำรวจ  ตรวจสอบ  เกี่ยวกับแก่นของเรื่อง ( theme ) โครงเรื่อง ( plot ) ตัวละคร และด้านอื่นๆของบทในหนังสือ หนังสือทั้งเล่ม  หรือเรื่องที่อ่าน  ประกอบด้วย
              5.1  การบรรยายสั้นๆเกี่ยวกับตัวละคร ( Character  sketch )
              5.2  การสรุปโครงเรื่อง ( Plot  summary )
              5.3  การวิเคราะห์แก่นของเรื่อง ( Theme  analysis )
               
             ในส่วนที่เสนอนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของนักวิชาการท่านหนึ่ง เป็นการสรุปประเด็นสำคัญสั้นๆ หากต้องการรายละเอียดต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกนะคะ    การอธิบายรายละเอียดของรูปแบบการเขียน นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้างในการกล่าวถึงรูปแบบการเขียนที่เป็นรูปแบบหลักและรูปแบบย่อย ซึ่งจะนำเสนอในโอกาสต่อไป




                 
ขอเชิญชวนเพื่อนครู  เพื่อนศึกษานิเทศก์  ผู้ที่สนใจในการจัดการเรียนสอนภาษาไทยร่วมแบ่งปันความคิดในการพัฒนาความสามารถในการเขียนแก่เด็กไทย

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เรียนรู้อะไรในภาษาไทย

                 ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระการงานและการดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข  และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้  ประสบการณ์  จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ  เพื่อพัฒนาความรู้  กระบวนการคิดวิเคราะห์  วิจารณ์และสร้างสรรค์ตนเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  ภาษายังเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม  ประเพณี  สุนทรียภาพ        ทั้งเป็นสมบัติลำ้ค่าควรแก่การเรียนรู้    อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทย  (กระทรวงศึกษาธิการ,  2551:1)

          การสอนภาษาไทยไม่ได้มุงหวังเพียงเพื่อการอ่านออกเขียนได้เท่านั้น ยังต้องการให้ผู้เรียนสามารถ ใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วในทุกทักษะตามวัย ตามความสามารถของผู้เรียน  และต้องสอนให้ผู้เรียนเกิดนิสัยรักการอ่าน มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาและวรรณคดี  ทั้งในแง่ที่เป็นวัฒนธรรมประจำชาติและในแง่ที่ส่งเสริมความงามในชีวิต          
การพัฒนาทักษะทางภาษา หมายถึง การจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยกลวิธีต่างๆ  เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาในการสื่อสาร และเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้อย่างคล่องแคล่วเหมาะสมกับวัย  ระดับชั้นและเต็มตามศักยภาพ
               
                เยาวชนไทยเรียนรู้อะไรในภาษาไทย
                กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน   พุทธศักราช  2551กล่าวถึง เีรียนรู้อะไรในภาษาไทย เพื่อให้ครูภาษาไทยถอดรหัสนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้หรือวิธีการเรียนรู้แก่ลูกศิษย์ต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้  (กระทรวงศึกษาธิการ,2551 : 1-2)

                1. การอ่าน การอ่านออกเสียง  ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว  คำประพันธ์ต่างๆ  การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิต
ประจำวัน (โดยใช้กระบวนการอ่าน  และสร้างนิสัยรักการอ่านแก่ผู้เรียน)
                 2. การเขียน  การเขียนสะกดคำตามอักขรวิธี  การเขียนสื่อสารรูปแบบต่างๆ เช่น การเขียนเรียงความ  ย่อความ  เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า เขียนตามจินตนาการ  เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ เขียนเชิงสร้างสรรค์(โดยใช้กระบวนการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ)
                 3. การฟัง  การดู และการพูด  การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ  การพูดแสดงความคิดเห็น  ความรู้สึก  พูดลำดับเรื่องราวต่างๆอย่างเป็นเหตูเป็นผล  การพูดในโอกาสต่างๆทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการและพูดเพื่อโน้มน้าวใจ 
                 4. หลักการใช้ภาษา  ศึกษาธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย  การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับโอกาสและบุคคล  การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่างๆและอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ( โดยมีความภูมิใจในภูมิปัญญาทางภาษา  และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ)
                 5. วรรณคดีและวรรณกรรม  วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล  แนวคิด  คุณค่าของงานประพันธ์  และเพื่อความเพลิดเพลิน  การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก  เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย  ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด  ค่านิยม  ขนบธรรมเนียมประเพณี  เรื่องราวของสังคมในอดีต  และความงามทางภาษา  เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุนุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน(โดยนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง)
                 
                  เนื่องจากทักษะภาษาเป็นสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้และสามารถฝึกฝนให้เกิดทักษะหรือความชำนาญคล่องแคล่วได้  เพียงแต่ครูผู้สอนพยายามแสวงหากลวิธี/วิธีฝึกทักษะทางภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรียน  โดยมีข้อควรคำนึงดังนี้


         *  ฝึกการใช้ภาษาโดยการฝึกปฏิบัติจริง
                
        *  ใช้เวลาในการฝึกที่พอเหมาะและต่อเนื่อง
                 
        *  ฝึกโดยใช้กิจกรรมที่หลากหลายที่สัมพันธ์กับพื้นฐานประสบการณ์ของผู้เรียนโดยลำดับจากง่ายไปหายาก
                 
        *  สาระการเรียนรู้/เนื้อหาที่ใช้ในการฝึก  เป็นการถ่ายโยงการเรียนรู้ภาษา
                 
        *  การให้ข้อมูลย้อนกลับแก่นักเรียนด้วยวิธีการที่เหมาะสมโดยให้เด็กรู้จุดบกพร่องของตนกระตุ้นให้สนใจแก้ไข  และภูมิใจที่สามารถพัฒนาตนเองได้

เรารักกันนะ.......สามัคคีคือพลัง...จ้า

                                                                

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สร้างสังคมการเรียนรู้ภาษาไทย

             การสรรค์สร้างแนวทางการจัดเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อเพื่อนครู  ผู้เป็นแรงพลังพัฒนาเด็กไทย  ให้เป็นคนไทยยุคใหม่ที่มีรากทางภาษา และภูมิใจในความเป็นไทย  ทำได้ด้วยสมองและใจที่มุ่งมั่น     ที่สำคัญมีเครือข่ายเพื่อนร่วมทาง
 
ด้วยความรักและศรัทธาในความเป็นครูไทย