การอบรมครูภาษาไทย

ขอให้โรงเรียนในโครงการพัฒนาภาษาไทย ลงทะเบียนเข้ารับการอบรม โดยคลิก ที่นี่ และสามารถตรวจสอบรายชื่อโดยคลิก ที่นี่ หลังการอบรมให้ผู้เข้าอบรมกรอกแบบประเมินผลออนไลน์ดดยคลิก ที่นี่
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเรียนการสอนภาาาไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเรียนการสอนภาาาไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การพัฒนาความสามารถในการเขียน ตอนที่ 1

          การเขียน คือ พฤติกรรมหนึ่งของการสื่อสารของมนุษย์ ซึ่งแสดงออกถึงประสบการณ์และความรู้ของผู้เขียน  เป็นการสื่อสารเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด  ความต้องการและความในใจของตนเองไปสู่ผู้อื่น  โดยใช้ลายลักษณ์อักษรเป็นสื่อที่จะส่งสารอันมีความหมายไปยังผู้รับสาร ซึ่งต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ เช่น กลวิธีการนำเสนอ  การเลือกสรรถ้อยคำ  รูปแบบการเขียน  เป็นต้น


การเขียนสำคัญอย่างไร...ทำไมต้องพัฒนา

        Harrett (2006 ) มีความเห็นว่า  การเขียนมีความสำคัญที่มุ่งไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ (Spiritual Development ) ช่วยพัฒนาให้คนรับรู้ความจริงจากงานเขียนและร่วมสร้างสรรค์สังคม


                Chappell (2007) ให้เหตผลว่าการเขียนมีความสำคัญมากเพราะ

                1. การเขียนถือเป็นความสามารถพื้นฐานเบื้องต้นที่ใช้ในการตัดสินการทำงาน  การเรียนรู้
                2. การเขียนเป็นการแสดงตัวตนของผู้เขียน
                3. การเขียนเป็นสิ่งที่สัมผัสได้และคงทน ทำให้ความคิดเห็นเป็นสิ่งที่มองเห็นได้
                4. การเขียนช่วยให้ผู้เขียนใช้ข้อเท็จจริง  การอนุมานและความคิดเห็นได้ราบรื่นและไม่ทำให้ผู้อ่านสับสน
                5. การเขียนส่งเสริมความสามารถในการนำเสนอประเด็นความคิดที่มีคุณค่า
                6. การเขียนสนับสนุนความสามารถของผู้เขียนในการอธิบายความคิดที่สลับซับซ้อนแก่ตนเองและผู้อ่าน
                7. การเขียนช่วยให้ผู้อ่านให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เขียนได้
                8. การเขียนทำให้ผู้ที่ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้อื่นได้ขัดเกลาความคิดของตน
                9. การเขียนทำให้ผู้เขียนคาดคะเนความต้องการของผู้อ่าน  ความสามารถที่ทำได้เช่นนี้  แสดงถึงวุฒิภาวะและความยืดหยุ่นทางสติปัญญาของผู้เขียน
               10. การเขียนถึงความคิดของผู้เขียน เป็นการรักษาไว้ซึ่งความคิด  เพื่อกลับมาคิดทบทวนภายหลัง
                11. การเขียนความคิดออกมาจะเปิดโอกาสให้ผู้เขียนประเมินความเพียงพอของเหตุผลได้
                12. การเขียนทำให้ผู้เขียนขยายวงความคิดไปได้เหนือกว่าความคิดแรก
                13. การเขียนช่วยให้เข้าใจได้ว่า  ความจริงในสาขาวิชาการนั้นๆสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
                14. การเขียนก่อให้เกิดทักษะทางการสื่อสาร  และการคิดที่ต้องใช้เหตุผลในสังคมประชาธิปไตย
                15. การเขียนเป็นทักษะการทำงานที่สำคัญ

               ความสำคัญของการเขียนที่กล่าวข้างต้น  เป็นความคิดเห็นของนักวิชาการที่มีต่อการเขียนโดยทั่วไป  ในส่วนของความสำคัญของการเขียนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนของนักเรียน  มีผู้ให้ความเห็นหลายท่านดังนี้

Marmara Elt Resources ( 2009 ) กล่าวถึง
ความสำคัญของการเรียนรู้ที่จะเขียน
( Learning to writing ) ดังนี้

             1. การเรียนรู้ที่จะเขียนช่วยทำให้นักเรียนเป็นผู้อ่านที่เก่งขึ้น  เพราะการอ่านและการเขียนเป็นกระบวนการทางความคิดที่สัมพันธ์กัน

              2. การเรียนรู้ที่จะเขียน  ให้ผลดีช่วยให้นักเรียนพัฒนาในวิชาอื่นๆด้วย  เพราะการเขียนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาต่างๆ ช่วยนักเรียนในการเรียนรู้วิชานั้น  ทั้งคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง  โครงสร้างของเรื่องที่สัมพันธ์เนื้อหา และการทำความกระจ่างในความคิด

             3. ผลงานเขียนของนักเรียนจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ครูใช้ในการประเมินว่านักเรียนเข้าใจในวิชานั้นๆหรือไม่


               4. การเรียนรู้ที่จะเขียน  ส่งเสริมพัฒนาการทางความคิด  เพราะการเขียนคำลงในกระดาษต้องอาศัยการตัดสินใจและการแก้ปัญหา  ผู้เขียนต้องตัดสินใจว่าข้อเท็จจริงหรือสารสนเทศใดที่มีความสำคัญที่ผู้อ่านควรรู้  ผู้เขียนต้องคัดสรรสารสนเทศโดยตลอด จากนั้นลำดับความสำคัญและสังเคราะห์เพื่อสร้างข้อความที่มีความหมาย  การเขียนจึงเป็นการให้โอกาสแก่นักเรียนในการฝึกฝนทักษะการคิดระดับสูง

           สิ่งสำคัญที่ครูควรตระหนักว่า  การใช้เวลาในการเรียนรู้ที่จะเขียน  จะทำให้มีนักเรียนที่อ่านเก่ง  คิดเก่ง  และเขียนเก่ง  อันเป็นสิ่งที่ครูภาษาไทยต้องการให้มีในเด็กไทยของเรา




           การเขียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลและสังคม  ในแง่ของบุุคคลการเขียนเป็นการสื่อสารถ่ายทอดความรู้  ความคิด  ความรู้สึกและการแสดงออกถึงตัวตนของผู้เขียนต่อผู้อื่น  มีผลให้บุคคลได้พัฒนาทางภาษา  ทางการเรียนรู้  การคิด  และการริเริ่มสร้างสรรค์ตลอดจนจิตวิญญาณ  การเขียนที่ดีช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง  และยังใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตและการทำงานอาชีพ  ในแง่สังคมเป็นการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม  สร้างสรรค์และพัฒนาในสาขาอาชีพต่างๆ  สร้างความเข้าใจระหว่างคนในสังคม  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และความเคารพนับถือกัน  การเขียนสร้างสรรค์สังคมด้วยความคิดที่มีคุณค่า ด้วยเหตุนี้เด็กและเยาวชนไทยจึงควรได้รับการพัฒนาความสามารถในการเขียน  เพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน  ทำให้การเขียนเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทางศึกษา 
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หัวใจนักปราชญ์ : การอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียน

          ความสามารถในการอ่าน  การคิด  และการเขียน  เป็นจุดเน้นที่สำคัญของพระราชบัญญัติ  การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่๒) พ.ศ.๒๕๔๕ และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑

          ความสามารถในการอ่าน  การคิด และการเขียน  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความเป็นนักปราชญ์   โดยเฉพาะการเขียนซึ่งเป็นการแสดงผลของการอ่าน  การใช้ความคิด  การตั้งคำถาม  ผลงานการเขียนจึงเป็นการสะท้อนความเป็นนักปราชญ์   ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการนำมาเป็นเกณฑ์ๆหนึ่งในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน

        พระยาอุปกิตศิลปสาร(๒๕๔๖) ได้แสดงถึงความสำคัญของการอ่าน  การคิด  และการเขียน ไว้ในหัวใจนักปราชญ์ ดังนี้
        หัวใจนักปราชญ์ "สุ. จิ. ปุ. ลิ." ที่ข้าพเจ้าจะนำมาอธิบายให้ท่านฟัง  บัดนี้ท่านคงทราบกันมาแล้วว่า สุ. คือ การฟัง  จิ. ได้แก่ จินตะ คือการคิด  ปุ. ได้แก่ ปุจฉา คือ การถาม  และ ลิ. ได้แก่ ลิขิต  คือ การเขียน...
 
        ๑. สุ.  คือ สุต  การฟัง  ได้แก่ การแสวงหาความรู้ เพราะการเล่าเรียนในสมัยโบราณต้องอาศัยการฟังเป็นพื้น  เพราะการใช้หนังสือยังไม่แพร่หลาย จึงจัดเอาการฟังเป็นหัวข้อสำคัญ  คนที่จะเป็นนักปราชญ์ได้ต้องฟังมามาก  ซึ่งเรียกว่า "พหูสูตร" คือ ผู้ฟังมาก แต่สมัยนี้วิชาหนังสือแพร่หลายทั่วไป จึงควรนับ การอ่านเข้าไปในข้อพหูสูตรนี้ด้วย คือ  รวมความว่าผู้มี่เป็นนักปราชญ์จะต้องฟังมากและอ่านมากด้วย

         ๒.  จิ. คือ จินตนะ แปลว่า ความคิด  เป็นศัพท์พวกเดียวกับ "จิต" ว่าเครื่องคิด คือ   ใจเรานี้เอง  คำว่า จิ. คือความคิด  ในที่นี้ท่านหมายความว่า "ให้ใช้ความคิด"  ซึ่งเป็นขั้นที่ ๒ รองจากการฟังหรือ    การอ่าน กล่าวคือ เมื่อเราฟังหรืออ่านเรื่องราวใดๆ  เราต้องคิดตามไปด้วย ไม่ใช่ปล่อยจิตไปตามยถากรรมอย่างฟังเสียงนกเสียงกา  ถ้าพบข้อความแม้จนคำพูดที่ไม่เข้าใจหรือสงสัย  ก็ผูกจิตไว้ตรึกตรองภายหลัง  เพราะถ้าจะเอามาตรึกตรองเวลานั้น  ก็จะไม่ได้ฟังเรื่องต่อไปหรือจะจดย่อๆก็ได้... เพราะฉะนั้นเราจึงควรใช้ความคิดในการอ่านให้เหมาะสมแก่ฐานะที่เราเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาจึงจะเหมาะ  กล่าวคือ ต้องใช้ จิ. ไปด้วยให้ได้รับความรู้สมค่าที่ลงทุนอ่าน...

          ๓.  ปุ. คือ ปุจฉา การถาม เป็นข้อสำคัญไม่แพ้ข้อต้นๆ ผู้ที่จะเป็นนักปราชญ์ต้องพยายามแสวงหาความรู้ในการถาม  กล่าวคือเมื่อเราฟังหรืออ่าน  ถ้าพบข้อความหรือถ้อยคำที่สงสัยหรือไม่เข้าใจ ก็ผูกจิตไว้ตรึกตรองและค้นคว้าหาความเข้าใจ   โดยการสอบถามผู้ที่เรามั่นใจว่าเขารู้ดี  ไม่กระดากอายในการไต่ถามสิ่งที่เราไม่รู้  เพราะการทนงตัวว่าเรารู้มาก ดูถูกผู้อื่นว่าไม่รู้และการถือเกียรติว่าไม่ควรถามผู้ที่ตำ่ต้อย กว่าตน  ทั้ง ๓ ประการนี้เป็นมารที่จะรั้งเราให้ลงจากฐานะเป็นนักปราชญ์  แต่ต้องรักษาจริยวัตรในการถามให้มากๆ คือ แสดงให้เขาทราบว่า ถามเพื่อต้องการความรู้จริง  ด้วยความเคารพจริงๆไม่ใช่การถามเพื่อสอบไล่เขาหรือถามเพื่อขัดคอเขาหรือเพื่อข่มเขาให้อาย

          ๔.  ลิ. คือ ลิขิต แปลว่า เขียนไว้  กล่าวคือ  ท่านได้บันทึกข้อที่ควรรู้ควรจำ  ลิ. นี้สำคัญกว่าอื่น  เพราะเป็นการแสดงผลของการฟัง  การอ่าน  การใช้ความคิด  การถาม  ในสมัยโบราณการบันทึกข้อความนับว่าสำคัญมาก  เพราะมีผู้รู้หนังสือน้อย  ท่านจึงตั้งไว้เป็นหัวใจข้อสุดท้ายของนักปราชญ์ เพนาะสำคัญที่สุดและสำคัญจริงๆ

          โดยสรุป 
                       การอ่าน  การคิดวิเคราะห์  และเขียน  หมายถึงความสามารถในความเป็นนักปราชญ์  (ผู้รู้ผู้มีปัญญา)  แสดงผลงานการเขียนเพื่อการสะท้อนความเป็นผู้รู้  ผู้มีปัญญา  ผลงานการเขียน(ลิขิต) เป็นผลงานที่เกิดจากการอ่าน  การฟัง  และการถาม(ปุจฉา)จากผู้รู้/จากการอ่านเอกสารของผู้รู้ที่เขียนไว้  ดังนั้น ความสามารถในการอ่าน  คิดวิเคราะห์และเขียน  จึงสมารถแสดงออกได้ด้วยผลงาน   การเขียน  ซึ่งเป็นการเขียนที่เกิดจากการใช้ความคิดที่เป็นผลจากการอ่าน  การฟัง  และ      การถาม ที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง  จึงนับว่าความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์  และเขียน เป็นความสามารถของผู้มีปัญญาหรือความสามารถในการเป็นนักปราชญ์นั่นเอง

"ลูกไก่อย่างพวกเราจะมีหัวใจนักปราชญ์ได้ไหมคะ"

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย: การเรียนการสอนและการวัดประเมินผลที่เป็นกระบวนการเดียวกัน

          มีคำถามจากเพื่อนครูภาษาไทยว่า"เปิดเทอมปีการศึกษา๒๕๕๔นี้ ผู้บริหารให้ครูทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีกิจกรรมการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลให้เป็นกระบวนการเดียวกัน และเน้นการประเมินทั้งด้านความรู้  ความสามารถทักษะกระบวนการ คุณธรรมและค่านิยม" ครูจะเริ่มต้นในการทำแผนฯอย่างไร
 
             การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลตามแนวทางของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช ๒๕๕๑ เน้นการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง  โดยมีตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ๘ กลุ่มสาระ  ในแต่ละระดับชั้น  เพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษา  หน่วยงานระดับท้องถิ่นและสถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน นำไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอน  และนำไปสู่การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
            แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  หมายถึง  การออกแบบแผนการสอนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้  ในเบื้องต้นครูผู้สอนต้องวิเคราะห์หลักสูตร  ได้แก่ การศึกษาจุดมุ่งหมายของหลักสูตร  การศึกษาองค์ประกอบและโครงสร้างหลักสูตรสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  การศึกษาการนำภาษาไทยบูรณาการวิชาอื่น  การกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียน/ประเมินพฤติกรรมผู้เรียน  และวิเคราะห์ว่าหน่วยการเรียนรู้นั้นสัมพันธ์กับผลการเรียนรู้ ใดบ้าง  
          
          การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้มีขั้นตอนโดยสรุปดังนี้
          ๑. เลือกรูปแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมมาใช้
          ๒. กำหนดชื่อแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้แกนกลางและเนื้อหาสาระที่ใช้จัดการเรียนการสอนในส่วนนั้น
          ๓. กำหนดคาบ/เวลาเรียน
          ๔. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยวิเคราะห์จากตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง จุดประสงค์การเรียนรู้ของแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้  จะต้องสัมพันธ์กับผลการเรียนรู้ที่วิเคราะห์ไว้
           
                                               ตัวอย่างจุดประสงค์การเรียนรู้ภาษาไทย

             ๔.๑ ด้านความรู้( ความรู้  ความเข้าใจ การนำไปใช้  การวิเคราะห์  การสังเคราะห์  การประเมินค่า)
                      บอก   ระบุ   เล่า   ตอบคำถาม   บรรยาย  อภิปราย   ชี้แจง   ชี้บ่ง   บอกความหมาย
                      แยกประเภท   แยกกลุ่ม   จับคู่   จัดกลุ่ม   ยกตัวอย่าง   ตั้งคำถาม   บอกความสัมพันธ์
                      ขยายความ   ทบทวน   เปรียบเทียบ   แสดงความคิดเห็น   บอกเหตุผล   แยกแยะ
                      จำแนก  บอกเงื่อนไข  อ้างอิง  ให้คะแนน    ตัดสิน....ได้ถูกต้อง  วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุ
            
               ๔.๒ ด้านความสามารถ/ทักษะกระบวนการ 
                      ฟัง...   พูด...   อ่าน...   เขียน...   ฟังและโต้ตอบ    แสดงท่าทาง/กิริยาภาษาท่าทาง
                      วาดภาพ   ผลิต...  ดำเนินการ...   เลียนแบบ   วางแผน   กำหนดขั้นตอน  ตกแต่ง
                      สร้าง....    รายงาน   แก้ไข/ปรับปรุง   ปรับเปลี่ยน /ดัดแปลง....ได้สวยงาม/แคล่วคล่อง
                      ประมวลความรู้   รวบรวมปัญหา   พัฒนารูปแบบ   ใช้แหล่งเรียนรู้   ค้นคว้า   นำเสนอ
                      จัดระบบ  เลือกใช้เทคนิค   ยกร่าง   ทดลองเขียน   วางกรอบแนวคิด   สัมภาษณ์
                      แสดงบุคลิกภาพ   เผยแพร่   แลกเปลี่ยน   บรรณาธิการ   คาดคะเน   ปฏิบัติตาม
                      กำหนดแนวทางวิธีการและพัฒนา
              
               ๔.๓ ด้านคุณธรรม ค่านิยม / เจตคติ/ คุณลักษณะ
                       สนใจ   ตั้งใจ   ใฝ่รู้  แสวงหา  พอใจ   ชื่นชม    ยินดี   สนับสนุน   อาสา
                       ต้องการปฏิบัติ    ช่วยเหลือ   ร่วมมือ  ตกลงใจ  ตัดสินใจ  เห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย
                       เสนอแนะ  เลือกปฏิบัติ  ยอมรับ  มีความสำนึก  มีนิสัยรักการอ่าน  ภูมิใจ
                       รักศรัทธา   ตระหนัก  รณรงค์  เสริมสร้าง  มีส่วนร่วม 
                         
          ๕. นำกระบวนการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้  มาจัดขั้นตอนการเรียนการสอนให้ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติ  พร้อมจัดหา/จัดทำสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่สอดคล้องกัน
          ๖. กำหนดสิ่งที่จะวัดตามจุดประสงค์ให้ชัดเจน   กำหนดวิธีการ  เครื่องมือ  และเกณฑ์  พร้อมทั้งจัดสร้าง/จัดหาเครื่องมือและเกณฑ์ที่ต้องใช้ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ให้สมบูรณ์พร้อมที่จะนำไปใช้
         
          การออกแบบกระบวนการเรียนรู้และการจัดทำแผนการจัด   การเรียนรู้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ของผู้เรียน 
       
          การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  เป็นการเรียนรู้ที่เน้นการเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Learning)  โดยมีการกำหนดภาระงาน ( Task ) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองและนำความรู้ที่สร้างขึ้นมาใช้สร้างงานหรือภาระงาน  โดยการแสดงออกถึงความสามารถของตน  ทั้งนี้ภาระงานและองค์ความรู้ต้องเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร  มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้   ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง และผลการเรียนรู้  ความสามารถดังกล่าวจะถูกประเมินด้วยผู้เรียน  ด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย  และเกณฑ์การประเมินที่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งการออกแบบการเรียนรู้  การจัดทำแผนการเรียนรู้  การวัดและประเมินผลจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ที่มีแนวคิดการสร้างองค์ความรู้ (Constructivism) อันสอดคล้องตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๕
        ขอให้ครูภาษาไทยทุกท่านมีความสุข  สนุกกับการทำงานค่ะ