การอบรมครูภาษาไทย

ขอให้โรงเรียนในโครงการพัฒนาภาษาไทย ลงทะเบียนเข้ารับการอบรม โดยคลิก ที่นี่ และสามารถตรวจสอบรายชื่อโดยคลิก ที่นี่ หลังการอบรมให้ผู้เข้าอบรมกรอกแบบประเมินผลออนไลน์ดดยคลิก ที่นี่

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการเขียน : ตอนที่ 3




  "ในตอนนี้...เป็นการนำเสนอแนวคิดของหน่วยงานของต่างประเทศที่กล่าวถึงขั้นตอน 7 ขั้นในงานเขียนที่ครูควรมอบหมายให้นักเรียนดำเนินการในกระบวนการเขียน  เชิญติดตามค่ะ"

 Educational Public Service (2010:Online) เสนอขั้นตอนต่างๆ 7 ขั้น  ในงานเขียนที่นักเรียนได้รับมอบหมายจากครู  แต่ละขั้นมีการดำเนินการดังต่อไปนี้

     1.การพัฒนาเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องที่จะเขียน(Developing your topic)ในกรณีที่ครูไม่ได้กำหนดหัวข้อเรื่องให้  นักเรียนจะเลือกหัวข้อเรื่องจากเรื่องที่ตนสนใจ หรือ อยากรู้อยากเห็น เช่น จากการศึกษาค้นคว้าจากตำราหรืองานอดิเรกเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ  เมื่อกำหนดหัวเรื่องได้แล้วนักเรียนจะเขียนความคิดหลักเกี่ยวกับเรื่อง แล้วดำเนินการดังนี้
         1.1 จดความคิดหลักเป็นวลี หรือคำ หรือคำที่สำคัญ แล้วจัดทำเป็นแผนที่ความคิด(Concept map)
         1.2 บอกถึงสิ่งที่นักเรียนต้องการทำเกี่ยวกับความคิดนั้น เช่น ต้องการเขียนความเรียงเชิงโน้มน้าว หรือเขียนอธิบาย หรือตามที่ครูกำหนดงานไว้
         1.3 บอกถึงแหล่งค้นคว้าที่นักเรียนจะสืบค้นสารสนเทศ  อาจเริ่มจากสารานุกรม แล้วขยายวงกว้างไปสู่แหล่งอื่นๆ รวมทั้งบุคคลและองค์กรที่เป็นผู้รู้
         1.4 สรุปความเกี่ยวกับหัวเรื่อง แล้วนำไปปรึกษาหารือกับครู  เพื่อได้ข้อมูลย้อนกลับที่ทำให้เข้าใจกระจ่างมากยิ่งขึ้น หรือได้ความคิดใหม่ๆ

     2. การกำหนดผู้อ่าน(Identify your audience) กลุ่มผู้อ่านจะทำให้รูปแบบการเขียนและคำศัพท์ที่ใช้แตกต่างกันไป  เช่นการเขียนเรื่องกีฬาให้เพื่อนนักเรียนอ่านกับการเขียนให้ผู้ปกครองอ่านจะแตกต่างกัน 


3. การศึกษาค้นคว้า(Research) เป็นขั้นการรวบรวมสารสนเทศและจดบันทึก  ทั้งจากการสัมภาษณ์  การอ่าน การทดลอง การเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ


4. การเรียบเรียงความคิดและการเตรียมการก่อนเขียน(Organize and prewrite) เป็นขั้นที่จะสรุปถึงคำสำคัญ  ความหมาย และโครงสร้างที่จะใช้กับสารสนเทศที่รวบรวมได้ก่อนที่จะเขียนร่างแรก  วิธีการนี้จะช่วยให้ผ่านอุปสรรคการเขียนได้ เพราะช่วยให้นักเรียนค้นพบความคิดสำคัญ แปลความหมายสิ่งที่รวบรวมมาเป็นภาษาของนักเรียนเอง  รวมทั้งการได้โครงสร้างของเรื่องอย่างมีเหตุผล
     5. การร่าง(Draft / Write) นักเรียนจะสามารถร่างข้อเขียนได้เมื่อมีสารสนเทศเพียงพอ มีความเข้าใจ มีการลำดับความคิดและมีโครงสร้างของเรื่องแล้ว
         การเขียนร่างอาจแบ่งเป็นย่อหน้าแรก ที่เป็นการแนะนำหัวข้อ ชักจูงความสนใจของผู้อ่านและเสนอจุดสำคัญของเรื่อง 2-3 จุด  ย่อหน้าต่อไปเป็นย่อหน้าสนับสนุน โดยนำจุดสำคัญมาเขียนเป็นย่อหน้าต่อเนื่องกันไป แต่ละย่อหน้ามีความคิดสำคัญ ระหว่างย่อหน้าควรมีการเชื่อมต่อให้เห็นความต่อเนื่อง และสุดท้ายเป็นย่อหน้าลงสรุป ซึ่งเป็นการสรุปความจากใจความสำคัญทั้งหมด และลงสรุปอย่างมีเหตุผล


     6. การปรับปรุง(Revise) เป็นขั้นการปรับปรุงและการแก้ไข  โดยใช้กลวิธีต่อไปนี้ในการพิจารณา คือ การอ่านออกเสียงให้ตัวเองฟัง อ่านช้าๆแล้วดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร โดยปิดข้อความทีละบรรทัดขณะที่อ่าน  เพื่อดูว่าเนื้อหาดำเนินการอย่างต่อเนื่องและราบรื่นหรือไม่ นักเรียนเขียนยาวเกินไปหรือสั้นเกินไป โดยคำนึงถึงผู้อ่านที่ยังไม่รู้ในสิ่งที่นักเรียนเขียน
         การปรับปรุงต้องยึดเค้าโครงเรื่องที่วางแผนไว้  และดูจากการจัดลำดับของย่อหน้าว่ามีเหตุผลหรือไม่  มีส่วนใดควรตัดออก หรือควรรวมเข้ากับส่วนอื่น  การปรับปรุงเน้นที่เนื้อหา  การสื่อสารและลีลาการเขียน 


6. การพิสูจน์อักษร(Proofread) เป็นการตรวจสอบในเรื่องโครงสร้างทางภาษา  การสะกดผิด โดยวิธีการตรวจร่วมกับผู้อื่น อ่านดังๆเพื่อให้ได้ยินและได้เห็น  หรือรู้สึกสงสัยตลอดเวลาในการตรวจ



มีคำถามจากครูว่า"จะสอนให้นักเรียนสามารถระดมสมองและเขียนอย่างอิสระได้อย่างไร"มีคำตอบค่ะ

  
การระดมสมองมีแนวทางดังนี้
      1. ใช้กระดาษเปล่า กำหนดเวลา 5-15 นาที
      2. สรุปหัวข้อเรื่องเป็นวลี / ประโยค
      3. เขียนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในใจ  โดยคิดถึงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่อง  ทำอย่างสนุกสนาน หรือโดยตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง แม้จะเป็นคำถามแปลกๆก็ตาม
      4. ทบทวนดูว่ามีคำ/ความคิด ที่จะนำมาใช้กับหัวข้อเรื่องอีกหรือไม่ และมีใจความสำคัญในลำดับความคิดหรือไม่

การเขียนอย่างอิสระจากจุดสนใจมีแนวทางดังนี้
      1. ใช้กระดาษเปล่า  กำหนดเวลา 5-15 นาที
      2.  สรุปหัวข้อเรื่องเป็นวลี/ประโยค ขณะเขียนปล่อยให้ความคิดลื่นไหลไป
      3. เขียนอะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นในใจ
      4. อย่าหยุด  อย่าลังเล  ทำอย่างรวดเร็ว
      5. ไม่มีการปรับปรุงสิ่งที่เขียน
      6. เมื่อหมดเวลาแล้วให้ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น  ปรับวลีเกี่ยวกับหัวข้อเรื่อง  เขียนคำ/วลี/ความคิดสำคัญ/ความรู้สึกที่มีความหมาย
      7. ปรับปรุง โดยดูคำและความคิดที่จะใช้กับหัวข้อเรื่อง ที่เป็นความคิดสำคัญของกลุ่มความคิด
"เหนื่อยนักหยุดพักสมอง...ผ่อนคลายให้มีพลัง  เพื่อทำงานสอนต่ออย่างสนุก  สุขใจและภูมิใจในความเป็นครูนะคะ"

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการเขียน : ตอนที่ 2

               การเขียนเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน  ที่เปิดโอกาสให้ผู้เขียนสำรวจความคิดแล้วทำความคิดนั้นให้เป็นรูปธรรม  การเขียนจึงกระตุ้นการคิดและการเรียนรู้ เพราะเมื่อเขียนความคิดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว  ผู้เขียนจะตรวจสอบความคิดของตนได้ พิจารณาใหม่ได้หรือเพิ่มเติม เปลี่ยนแปลงหรือเรียบเรียงความคิดใหม่ได้ 
( Ghaith.2002:Online)


            ในการสอนนักเรียนตามกระบวนการเขียน  นักเรียนต้องปฏิบัติตามกิจกรรมในขั้นตอนต่างๆของกระบวนการเขียนที่มีลักษณะการคิดกลับไปกลับมา ขั้นตอนการเขียนอาจแบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอนใหญ่ๆ ดังนี้


             1.การเตรียมการเขียน (Pre-writing) เป็นขั้นตอนแรกที่นักเรียนจะได้สำรวจความคิดเพื่อหาหัวข้อ(Topic) ที่จะเขียน โดยใช้กลวิธีการต่างๆได้แก่ การระดมสมอง การสร้างแผนภาพ การสัมภาษณ์ การเข้าร่วมอภิปราย การฟังดนตรี การประชุมปรึกษาหารือ การเขียนอย่างอิสระ การย้อนคิดทบทวนจากประสบการณ์ การดูตัวแบบการเขียน การจัดทำรายการ การจัดประเภทสารสนเทศ การแสดงความรู้สึกตอบสนองในการอ่านวรรณคดี การเล่นบทบาทสมมุติหรือละคร
การอ่านหนังสือ การดูสื่อต่างๆและการใช้คำถาม "ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม" เป็นต้น
               กลวิธีดังกล่าวนี้ใช้เป็นหลักสำหรับนักเรียนที่ยังขาดประสบการณ์การเขียน  ซึ่งมักมีความยุ่งยากในการเข้าถึงความรู้สึก ความคิด ประสบการณ์และความรู้ ในขั้นนี้จะช่วยให้นักเรียนมีจุดเริ่มต้น และตระหนักถึงแหล่งที่จะได้ความคิดในการเขียนในวันข้างหน้า
              ในขั้นนี้นักเรียนจะเลือกหัวข้อที่จะเขียน และได้ความคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับหัวข้อนั้นเพื่อพัฒนาความคิดต่อไป 




2. การวางแผน(Planning) เป็นขั้นที่นักเรียนจะต้องพิจารณาถึงจุดประสงค์(Purpose) ผู้อ่าน(Audience) แนวคิด(Point of view) และรูปแบบการเขียน(Format)
           ในด้านจุดประสงค์  นักเรียนต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าต้องการเขียนเพื่อแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็น  เพื่อเล่าเรื่อง  เพื่อบรรยาย  เพื่อความบันเทิง เพื่ออธิบาย  เพื่อโน้มน้าว  หรือเพื่อแสดงออกถึงจินตนาการ
              ในการพิจารณาถึงผู้อ่าน  นักเรียนต้องพิจารณาว่าเขาเขียนสำหรับใคร  ซึ่งอาจเป็นผู้ที่คุ้นเคยใก้ลตัวได้แก่  ตัวเอง เพื่อน ครู ครอบครัว  ผู้ที่คุ้นเคยไกลตัวได้แก่  ชุมชน  องค์การนักเรียน สื่อท้องถิ่น  หรือสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย
               ในการพิจารณาถึงแง่คิด  นักเรียนจะต้องพิจารณาว่าจะแสดงความคิดหรือสารสนเทศจากแง่มุมใด  ใครเป็นผู้เล่าเรื่องหรือเป็นผู้บรรยายเหตุการณ์  สารสนเทศอะไรที่ต้องรวบรวม  และใช้วิธีใดในการรวบรวมจึงจะได้ข้อมูลมากที่สุด/ได้ผลสูงสุด เช่น จากการสัมภาษณ์บุคคล  ทัศนศึกษาหรือค้นคว้าจากห้องสมุด
               ในการพิจาณาถึงรูปแบบการเขียน  นักเรียนต้องพิจารณาจากผู้ที่จะอ่านและจุดประสงค์ในการเขียน  ทั้งนี้เพราะนักเรียนมีโอกาสที่จะเขียนได้หลายรูปแบบ เช่น เรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ส่วนตัว การเขียนคำแนะนำ  อธิบายวิธีการ  รายงาน  วิจารณ์หนังสือ  จดหมาย  โฆษณา  ประวัติบุคคล  บันทึกประจำวัน  เรื่องสั้น  


 3. การร่าง(Drafing) เป็นขั้นของการลงมือเขียน  โดยนำความคิดจากสองขั้นแรกมาเรียบเรียงเป็นร่างข้อเขียน  โดยมีจุดเน้นที่เนื้อหาและความหมาย  ร่างข้อเขียนแรกสุดเป็นร่างหยาบๆที่นักเรียนเรียบเรียงความคิดของตนเองอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ได้สาระสำคัญที่ต้องการกล่าวถึง
               ต่อจากนั้นจะมีการปรับปรุง(Revising) เพื่อปรับปรุงร่างใหม่  อาจมีการตัดบางส่วนออก หรือเพิ่มเติมเข้าไป หรือจัดเรียงความคิดใหม่  นักเรียนอาจพิจารณาเองด้วยการย้อนคิดทบทวน หรือปรึกษาหารือกับครูหรือเพื่อนๆ  เพื่อให้ได้ข้อมูลย้อนกลับหรือความคิดเพิ่มเติมที่ช่วยในการปรับปรุงข้อเขียนของเขา  นักเรียนอาจใช้ชุดคำถามหรือแบบตรวจสอบรายการ(Checklist) ช่วยในการพิจารณาหรือปรึกษาหารือ  การตรวจทานเพื่อปรับปรุงนี้มุ่งที่เนื้อหาและความชัดเจนของความหมาย  การปรับปรุงทำได้ตั้งแต่ระดับคำ ประโยค ย่อหน้า หรือทั้งฉบับ
              นอกจากนี้แล้วนักเรียนจะต้องมีการแก้ไข(Editing) เกี่ยวกับโครงสร้างทางภาษาและระเบียบแบบแผนทางภาษา  โดยต้องพิสูจน์อักษรให้ถูกต้องแม่นยำในการสะกดคำ  การเว้นวรรคตอน  ไวยากรณ์  และการใช้ภาษา  นักเรียนอาจให้เพื่อนหรือกลุ่มเพื่อนช่วยในการตรวจแก้ไข  โดยใช้แบบตรวจสอบรายการช่วยในการดำเนินการ



4. การดำเนินการหลังเขียน(Post-writing) เป็นขั้นการนำผลงานของนักเรียนสู่สาธารณะ ด้วยการนำเสนอหรือการพิมพ์เผยแพร่  การจะนำเสนอต่อใครและด้วยวิธีการใดนั้นครูควรให้นักเรียนเป็นผู้ตัดสินใจ  ครูเป็นผู้ให้กำลังใจและช่วยให้ความเห็น  เพราะการนำเสนอถือเป็นเรื่องที่มีผลต่อความภูมิใจในตนเองของนักเรียน  การนำเสนอผลงานเขียนอาจทำได้หลายวิธี ดังนี้
           4.1 การแลกเปลี่ยน(Sharing) โดยการอ่านดังๆให้ฟังทั้งชั้น  การอ่านในกลุ่มเล็กหรือติดผลงานที่ป้ายนิเทศ
           4.2 การเผยแพร่(Publishing) อาจจัดทำเป็นหนังสือเล่มเล็กในชั้นเรียน  หนังสือพิมพ์โรงเรียนหรือท้องถิ่น  หนังสือประจำปี  การประกวดงานเขียน หรือวารสาร
           4.3 การใช้แฟ้มสะสมผลงาน(Portfolio) โดยครูและนักเรียนร่วมกันพิจารณาข้อเขียน  ทั้งในแง่จำนวนและความหลากหลายที่นักเรียนต้องการบรรจุผลงานเขียนในแฟ้มสะสมผลงาน เพื่อสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการประเมิน


       Miller(2010:Online) เสนอแนะ กลวิธีที่จะใช้ในขั้นตอนต่างๆของกระบวนการเขียน ดังนี้
      


 1. การเตรียมการก่อนเขียน(Prewriting)
          - การร่างแบบ
          - การทำรายการ
          - การระดมสมอง
          - การใช้ตัวแบบ
          - การประชุมปรึกษาหารือระหว่างครู-นักเรียน-นักเรียนด้วยกัน
          - การใช้คำถาม
          - การจับคู่แลกเปลี่ยนกับเพื่อน
          - การกำหนดเวลาเขียนอย่างอิสระ
          - การจัดกลุ่ม
              
 2. การร่าง(Drafing) 
       - การใช้แผนภาพใยแมงมุม
       - การเขียนในชั้น
       - การใช้ตัวแบบ
       - การประชุมปรึกษาหารือ
       - การกำหนดเวลาเขียน
          - การเขียนลงบัตร
3. การปรับปรุง(Revising) 
      - การร่างภาพ
      - การใช้คำถาม
      - การประชุมปรึกษาหารือ
                         - การใช้ตัวแบบ
                         - การใช้รูบิค(Rubric)
                         - การให้เพื่อนให้ความคิดเห็น

4. การแก้ไข(Editing)
       - การอ่านดังๆ
       - การใช้แหล่งค้นคว้า
       - การประชุมปรึกษาหารือ
       - การให้เพื่อนให้ความคิดเห็น
       - การใช้ตัวแบบ


5. การเผยแพร่(Publishing)
    - การแสดงบนป้ายนิเทศ
    - การรวบรวมข้อเขียน
    - การทำหนังสือพิมพ์ห้องเรียน
    - การจับคู่ห้องเรียน
        - การเผยแพร่สื่ออินเทอร์เน็ต
        - การจัดทำจดหมายข่าว
การนำเสนอครั้ง นี้ เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการสอนนักเรียนตามกระบวนการเขียน 4 ขั้นตอน
ในครั้งต่อไปจะนำเสนอแนวคิดของนักวิชาการต่างประเทศท่านอื่นๆที่มีขั้นตอนการสอนกระบวนการเขียนที่ขยายความมากยิ่งขึ้นคะ่
 


                    
                                






          










วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการเขียน : ตอนที่ 1

          หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเขียนไว้ว่า "สาระที่ 2 : การเขียน  มาตรฐาน ท 2.1 : ใช้กระบวนการเขียน  เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ"
"ครูมดงานอย่างเรา...ทำอย่างไรจะนำกระบวนการเขียนไปสอนนักเรียนได้จ๊ะ"



                        กระบวนการเขียน ( Writing process ) หมายถึง ชุดของขั้นปฏิบัติการเขียน ซึ่งถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านั้นแล้ว จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเขียนได้ ( Time4Writing 2010:Online )ขั้นต่างๆในกระบวนการเขียนได้มาจากการพิจารณาถึงสิ่งที่นักเขียนได้กระทำในการสร้างสรรค์งานของเขา ซึ่งคือ"โลกของความเป็นจริง"ที่นักเขียนปฏิบัติ ( Trupe 2001:Online ) แต่เนื่องจากกระบวนการเขียนมีลักษณะพิเศษตรงที่ไม่ใช่เป็นกระบวนการที่เป็นเส้นตรง กล่าวคือไม่ได้ปฏิบัติต่อเนื่องจากขั้นแรกไปจนถึงขั้นสุดท้าย แต่เป็นกระบวนการที่กลับไปกลับมา เมื่อเริ่มขั้นแรกไปแล้วจนถึงขั้นใดก็ตาม ก็สามารถย้อนกลับมาขั้นแรกแล้วข้ามไปขั้นอื่นๆได้อีก  แม้องค์ประกอบหลักของกระบวนการเขียนของนักเขียนแต่ละคนจะคล้ายกัน นักเขียนแต่ละคนจะพัฒนากระบวนการเขียนของตนขึ้นมาจากประสบการณ์ที่ใช้กระบวนการเขียนกลับไปกลับมา ( National Council of Teachers of English.2004:Online ; Saskatchewan Education 2010:Online )


 นักวิชาการได้เสนอขั้นตอนต่างๆของกระบวนการเขียนแตกต่างกัน  แต่ละขั้นมีวิธีการและกลวิธีหรือเทคนิคที่ใช้หลายประการ


ในตอนที่ 1 นี้  จะกล่าวถึง แนวคิดของกระทรวงศึกษาธิการที่เสนอขั้นตอนเกี่ยวกับกระบวนการเขียน  ดังนี้


           การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 ( ฉบับปรับปรุง 2533 ) กระทรวงศึกษาธิการ (2539:ข-ฃ) กล่าวในคู่มือครูแนะนำเรื่องการสอนเขียนที่เน้นตามรูปแบบของการสื่อสาร เช่น การเขียนรายงาน การเขียนนิทาน การบันทึกต่างๆ และการจัดการเรียนการสอนเขียนให้เน้นการเขียนในเชิงกระบวนการเขียน ซึ่งแตกต่างไปจากการสอนรูปแบบเดิมที่ครูกำหนดหัวเรื่องให้เด็กเขียน เมื่อนักเรียนเขียนแล้วครูก็ตรวจประเมิน  กระบวนการเขียนประกอบด้วยขั้นต่างๆ ดังนี้


           1. การเตรียมเขียน เป็นขั้นวางแผนการเขียน ประกอบด้วยการดำเนินการดังนี้
               1.1 กำหนดหัวข้อเรื่อง และศึกษารูปแบบการเขียน
               1.2 หาความรู้โดยการอ่าน การสัมภาษณ์ การดูของจริง การสนทนาและการศึกษาจากสื่อต่างๆ
               1.3 รวบรวมความรู้ แบ่งเป็นหัวเรื่องย่อย
               1.4 นำหัวข้อเรื่องและหัวข้อเรื่องย่อยมาจัดทำแผนภาพโครงเรื่อง และเขียนรายละเอียดของแต่ละหัวข้อตามรูปแบบการเขียน


           2. การเขียน นำแผนภาพโครงเรื่องมาเขียนเรื่องให้สมบูรณ์


           3.การปรับปรุงข้อเขียน นำเรื่องที่เขียนมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข โดยนำไปให้เพื่อนอ่านและเพิ่มเติมความคิดเห็น ปรับปรุงเพิ่มเติมความคิด ปรับปรุงสำนวน แก้ไขตัวสะกด การันต์ แล้วเขียนเรื่องให้สมบูรณ์


           ต่อมากรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ กล่าวถึงกระบวนการเขียน 7 ขั้น ดังนี้ ( กรมวิชาการ .2543:28 )
           1. Prewriting เป็นขั้นจัดประสบการณ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นการเขียน
           2. Writing เป็นขั้นการเขียนร่างแรก โดยมีจุดประสงค์เบื้องต้นที่เนื้อความในการเขียน
           3. Responding เป็นขั้นที่ให้ผู้อื่นช่วยอ่านงานเขียนอย่างคร่าว เพื่อชี้แนะในเรื่องข้อความหรือรูปแบบทางภาษา
           4. Revision เป็นขั้นนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงงานฉบับที่ร่างไว้ในตอนแรก
           5. Editing เป็นขั้นที่ผู้เขียนตรวจสอบความถูกต้องทางภาษาของงานเขียน
           6. Evaluating เป็นขั้นที่ครูตรวจงานเขียนของเด็ก
           7. Post-writing เป็นขั้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ  เพื่อให้เห็นคุณค่าของงานเขียนมากกว่าที่จะเป็นแค่การให้เกรด/คะแนน


          เมื่อมีการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอแนวการสอนเขียนโดยใช้กระบวนการเขียน 5 ขั้น ดังนี้ ( กระทรวงศึกษาธิการ.2546:189 )


          1. การเตรียมการเขียน  เป็นขั้นเตรียมพร้อมที่จะเขียน โดยเลือกหัวเรื่องที่จะเขียนบนพื้นฐานประสบการณ์  กำหนดรูปแบบการเขียน รวบรวมความคิดในการเขียนอาจใช้วิธีการอ่านหนังสือ สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเป็นรูปหัวข้อเรื่องใหญ่ หัวข้อย่อยและรายละเอียดคร่าวๆ


          2. การยกร่างข้อเขียน เป็นการเขียนตามรูปแบบที่กำหนด เป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคำนึงถึงว่าจะเขียนให้ใครอ่าน จะใช้ภาษาอย่างไรให้เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะสมกับผู้อ่าน จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร มีหัวเรื่องอย่างไร ลำดับความคิดอย่างไร เชื่อมโยงความคิดอย่างไร


         3. การปรับปรุงข้อเขียน เมื่อเขียนยกร่างแล้ว อ่านทบทวนเรื่องที่เขียน ปรับปรุงเรื่องที่เขียน เพิ่มเติมความคิดให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สำนวนโวหาร นำไปให้เพื่อนหรือผู้อื่นอ่าน นำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงอีกครั้ง


         4. การบรรณาธิการกิจ นำข้อเขียนที่ปรับปรุงแล้วมาตรวจทานคำผิด แก้ไขให้ถูกต้อง อ่านตรวจทานแก้ไขข้อเขียนอีกคั้ง แก้ไขข้อผิดพลาดทั้งภาษา ความคิดและการเว้นวรรค


         5. การเขียนให้สมบูรณ์  นำเรื่องที่แก้ไขปรับปรุงแล้วมาเขียนให้สมบูรณ์ จัดพิมพ์ วาดรูปประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบ เมื่อพิมพ์หรือเขียนแล้วตรวจทานอีกครั้ง ก่อนจัดทำรูปเล่ม
ในตอนต่อไปเป็นการนำเสนอแนวคิดของนักวิชาการต่างประเทศ 
เกี่ยวกับ"กระบวนการเขียนและวิธีการสอนกระบวนการเขียน"ค่ะ

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การพัฒนาความสามารถในการเขียน ตอนที่ 4

 
"วันนี้เราจะมาทบทวนหลักการที่จะช่วยให้การสอนเขียนมีผลดี"


                 Nationnal Concil of Teachers of English ( 2004 : Online ) เสนอหลักการที่จะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ครูผู้สอนควรมีความเชื่อมั่นในสิ่งต่อไปนี้


                 1. มนุษย์ทุกคนมีความสามารถที่จะการเขียน  การเขียนสามารถสอนได้และครูสามารถช่วยให้นักเรียนเป็นนักเขียนที่ดีได้  ครูควรออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่มุงให้นักเรียนได้เรียนกลวิธีการเขียนและได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ โดยการนำแนวคิดทางทฤษฎีและผลการวิจัยมาสู่การปฏิบัติการ


                 2. บุคคลเรียนรู้ที่จะเขียนด้วยการเขียน  การจะเขียนได้ดีต้องเขียนมาก  ยิ่งเขียนมากก็เขียนง่ายขึ้นและมีแรงจูงใจมากขึ้น  นักเรียนจะเรียนรู้กระบวนการเขียนจากการมีประสบการณ์ภายในกระบวนการนั้นๆ นับตั้งแต่การร่างข้อเขียน  การคิดทบทวน  และการปรับปรุงแล้วร่างใหม่


                 3.การเขียนเป็นกระบวนการ  การพิจารณาการเขียนจึงไม่ใช่เพียงผลงานที่เขียนสำเร็จแล้ว  แต่ต้องพิจารณาถึงสิ่งที่ผู้เขียนได้กระทำเพื่อให้ได้ข้อเขียนนั้น  กระบวนการเขียนไม่มีสูตรตายตัว  เป็นขั้นตอนที่สามารถปฏิบัติกลับไปกลับมาได้  ในการสอนเขียนครูควรใส่ใจกับกระบวนการที่นักเรียนต้องใช้เพื่อสร้างข้อความ  นักเรียนควรได้ใช้กลวิธีที่หลากหลายในการเตรียมการเขียน  การพัฒนาและจัดระเบียบข้อมูล/ข่าวสาร  กลวิธีในการปรับปรุงแก้ไข  ครูเป็นผู้แนะนำแนวทางตามกระบวนการเขียน  รวมทั้งช่วยเหลือนักเรียนในขณะดำเนินการเขียน  โดยใช้สถานการณ์ของความร่วมมือกัน  นักเรียนจะเรียนรู้ที่จะเขียนได้อย่างดีร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ  การสอนเขียนควรให้โอกาสนักเรียนแสวงหากระบวนการที่ดีที่สุดสำหรับตัวนักเรียนเองจากการปฏิบัติ


                 4.การเขียนเป็นเครื่องมือสำหรับการคิด  การคิดในการเตรียมการก่อนเขียนและการคิดในขณะลงมือเขียน  ในประการหลังการคิดขณะลงมือเขียนผู้เขียนอาจเกิดความคิดในสิ่งที่ไม่ได้คิดก่อนลงมือเขียน ซึ่งคือการแก้ปัญหาและการทำความเข้าใจแง่คิดเดิม  เป็นการพิจารณาซ้ำในสิ่งที่ทำมาแล้วหรือคิดค้างอยู่  ในการสอนเขียนครูควรใช้การเขียนนี้เพื่อสร้างความคิด  เช่น เขียนเรื่องเล่าส่วนบุคคล บันทึกการคิดย้อนทบทวน การสังเกต เป็นต้น  การเขียนเพื่อการเรียนรู้ในวชาต่างๆจึงมีความสำคัญ


                5. การเขียนเกิดจากจุดประสงค์ที่ต่างกัน  การเขียนแตกต่างกันตามรูปแบบการเขียน โครงสร้างและกระบวนการ  ขึ้นกับจุดประสงค์ของการเขียนและผู้อ่าน  กระบวนการและวิธีคิดที่จะเขียนย่อมแตกต่างกัน  ในการสอนครูควรให้นักเรียนเรียนรู้ว่าการเขียนแต่ละรูปแบบแตกต่างกันอย่างไร  เพื่อจุดประสงค์และผู้อ่านแตกต่างกัน  ครูต้องให้โอกาสเด็กเขียนในสถานการณ์ต่างๆ


                6. การอ่านและการเขียนสัมพันธ์กัน  ผู้ที่อ่านมากย่อมเขียนได้ดีได้ง่ายกว่าผู้ที่อ่านน้อย  เพราะได้เรียนรู้รูปแบบของภาษาหลายรูปแบบ  ทำให้ได้แหล่งสารสนเทศและความคิด  การส่งเสริมให้โรงเรียนมีหนังสือที่เหมาะสมแก่นักเรียน และให้นักเรียนสนุกกับการอ่าน  จะทำให้นักเรียนอ่านเก่งและเขียนเก่งด้วย


         การเขียนและการคิดเกิดขึ้นอย่างผสมผสานกัน  การเขียนเปิดโอกาสให้ผุ้เขียนสำรวจความคิดและความคิดเห็นของตนเอง  แล้วทำให้ความคิดนั้นๆมองเห็นเป็นรูปธรรมได้  การคิดถือเป็นพื้นฐานของการเขียน  และเนื่องจากการคิดเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้  นักเรียนที่สามารถทำให้กระบวนการคิดของตนเป็นรูปธรรมโดยการเขียนได้ จะเป็นการส่งเสริมสมรรถภาพการเรียนรู้ของเขาด้วย  ( Saskatchewan Education . 2010 : Online ) 




การเขียนส่งเสริมการคิดและการเรียนรู้  ด้วยเหตุผลดังนี้


              1. การเขียนกระตุ้นการสื่อสาร  การเขียนสร้างโอกาสให้เกิดการอภิปรายในกลุ่มหรือในกิจกรรมที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้


              2. การเขียนมีจุดเน้นที่ความคิดและการขยายขอบเขตของความคิด  ผู้เขียนต้องคิดเพื่อตัดสินใจว่าจะกล่าวถึงอะไรและอย่างไร  เป็นการสำรวจความคิด  การจัดระเบียบความคิด  การเลือกใช้คำ  การเพิ่มเติมหรือการตัดทอนความคิด


              3. การเขียนทำให้มีการย้อนคิดทบทวนความคิดนั้น  เมื่อมีการเขียนความคิดเป็นตัวอักษร  ก็สามารถตรวจสอบ พิจารณา ทบทวน เพิ่มเติม จัดระเบียบ หรือเปลี่ยนแปลงได้


              4. การเขียนเป็นการใช้ประสาทสัมผัสหลายทาง  ทั้งการมองเห็น ได้ยิน ชิมรส ดมกลิ่นและสัมผัสสร้างสรรค์ให้เกิดความคิดและกลั่นกรองเป็นงานเขียน




         ในการจัดการเรียนการสอนการเรียนรู้ที่จะเขียนต้องอาศัยการสอนกระบวนการเขียน  การสอนในเชิงกระบวนการช่วยให้นักเรียนเรียนการเขียนตามวิธีการที่ผู้มีความสามารถในการเขียนใช้  คือ เลือกหัวข้อ/เรื่องของตนเอง เลือกรูปแบบการเขียน เขียนจากประสบการณ์และการสังเกตของตนเอง  โดยวิธีการนี้นักเรียนจะเป็นเจ้าของในการเรียนรู้และต้องรับผิดชอบมาก  โดยครูจะต้องสอนให้นักเรียนตระหนักในสิ่งต่อไปนี้


    1. การเขียนเป็นกระบวนการกลับไปกลับมา  ผู้เขียนดำเนินการเขียนตามขั้นตอนเท่าที่จำเป็น  เริ่มจากการเตรียนก่อนเขียน การร่างข้อเขียน แล้วอาจกลับไปที่ขั้นแรกอีก  แล้วข้ามไปขั้นปรับปรุง ก่อนที่จะแก้ไขและแลกเปลี่ยนผลงานต่อกัน  การปรับปรุงและการแก้ไขอาจรวมกันตามธรรมชาติ


     2. การประเมินผลควรประเมินทั้งกระบวนการและผลงานการเขียน  เป็นการเน้นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนมากกว่าผลงานอย่างเดียว


    3. องค์ประกอบหลักของกระบวนการเขียนของผู้เขียนแต่ละคนจะคล้ายกัน  แต่ละคนจะพัฒนากระบวนการเขียนเฉพาะของตน
     4. ความสามารภในการเขียนจะเกิดจากการฝึกบ่อยๆและสม่ำเสมอ
     5. การเขียนถือเป็นกิจกรรมเดี่ยว  แต่การรวมกลุ่มทางสังคมอาจจำเป็นสำหรับนักเรียนในการพัฒนาการเขียนของตนเอง


ในครั้งต่อไปจะเสนอเรื่อง "กระบวนการเขียน"ค่ะ

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การพัฒนาความสามารถในการเขียน ตอนที่ 3

        
              การเขียน  เป็นงานศิลปะในการสร้างคำและข้อความบนกระดาษ ไม้ หิน หรือวัสดุอื่นๆ  โดยมีจุดประสงค์ที่จะบันทึกความคิดที่แสดงความหมายออกมาจากคำ หรือข้อความนั้น หรือมุงสื่อสารไปยังผู้อื่นด้วยสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ ( Brainy Quote,2010 :Online )

             Wikipedia ( 2010 : Online ) อธิบายไว้ว่า การเขียนคือ ตัวแทนทางภาษาบนพื้นผิวของตัวกลาง โดยอาศัยชุดของสัญลักษณ์ซึ่งแตกต่างจากภาพวาดหรือการเขียนสีตามผนังถ้ำโบราณที่ไม่ใช้ภาษาและแตกต่างจากการบันทึกทางภาษาที่ไม่ใช่สัญลักษณ์

             โดยที่การเขียนเป็นการสื่อสารระหว่างมนุษย์ให้เข้าใจถึงความรู้  ความคิด และความรู้สึกระหว่างกัน  การเขียนจึงเป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างสูง  Walker ( 2011 : Online ) มีความเห็นว่า  การเรียนรู้ที่จะเขียนเป็นขั้นสำคัญของพัฒนาการเด็ก  เป็นสิ่งที่จะปูทางไปสู่ความสำเร็จในการเรียนรู้ในอนาคต  เพราะขณะที่เด็กเรียนรู้โลกรอบๆตัว และเริ่มเรียนรู้ที่จะแสดงออกตัวตนของเขาต่อสังคมด้วยการเขียน  ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยทำให้การเขียนก่อรูปเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการทางการศึกษา ซึ่งจะกระตุ้นเด็กไปตลอดด้วยการเป็นสิ่งเร้าทางสติปัญญาและความต้องการความรู้  ในอีกด้านหนึ่ง  การเขียนเป็นขั้นแรกที่สำคัญในการส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  ซึ่งสำคัญยิ่งในการศึกษา  เป็นต้นกำเนิดของนวัตกรรมและการคิดที่รวดเร็ว  การเขียนช่วยทำให้ช่องทางความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาได้อย่างดียิ่ง

           คำแนะนำเกี่ยวกับการสอนเขียน

        Office of Educational Research and Improvement (2000 : Online) ให้คำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับการสอนเขียนแก่นักเรียนให้สามารถเขียนได้อย่างดีไว้ดังนี้

        1.  การคิดที่ชัดเจน  การเขียนเริ่มต้นด้วยการคิด  เพราะการคิดเป็นขั้นตอนสำคัญของการสื่อสาร  ในการเขียนแต่ละครั้งผู้เขียนไม่ควรมีข้อสงสัยในเรื่องที่จะเขียน  ผู้เขียนควรมีความแจ่มชัดเกี่ยวกับเรื่อง /เหตุการณ์ที่ผ่านมา  เพื่อที่จะเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆได้


               2.การมีเวลาที่เพียงพอ  เด็กจะต้องสะสมข้อมูลต่างๆไว้ในสมอง  และเด็กต้องการเวลาในการคิด  ดังนั้ยการเขียนเฉพาะในคาบเรียนในโรงเรียนจึงไม่เพียงพอ

               3.การได้อ่านหนังสือที่ดีๆ  ถ้าเด็กได้อ่านหนังสือที่ดี  เด็กจะเป็นนักเขียนที่ดีด้วย

               4.การได้รับมอบหมายภารกิจที่มีความหมาย  เด็กต้องการเขียนงานที่มีความหมาย  ไม่ใช่ทำไปเพียงเพื่อส่งงาน โดยไม่มีความหมายอย่างแท้จริง

                5. การเขียนตามความสนใจ  เด็กต้องการเขียนเพื่อส่งข่าวสาร  บันทึก  แสดงออกถึงความรู้สึกหรือการถ่ายทอดสารสนเทศ

               6. การฝึกหัด  ควรให้โอกาสเด็กในการฝึกการเขียนในหลายๆสถานการณ์

               7. การปรับปรุงงานเขียน  เด็กต้องการประสบการณ์ในการปรับปรุงงานเขียนของเขา  เช่น  ต้องการคำแนะนำว่ามีอะไรบ้างที่จะทำให้ข้อเขียนชัดเจน  หรืเขียนบรรยายได้ดีหรือรัดกุมมากขึ้น


เด็กจะก้าวหน้าและมีความสามารถในการเขียน.....
     ขอเพียงครูจัดเวลาและให้โอกาสเด็กในการเขียนอย่างมีความสุข
 

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การพัฒนาความสามารถในการเขียน ตอนที่ 2

การพัฒนาความสามารถในการเขียนแก่เด็กมีแนวทางอย่างไร..?



            ครูผู้สอนภาษาไทยมักตั้งคำถามดังกล่าวข้างต้น  เพื่อหาแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จะนำพาให้นักเรียนมีความสามารถในการเขียน

            การพัฒนาความสามารถในการเขียนของนักเรียน  มีหลักการ  แนวคิดและแนวปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนที่นักวิชาการให้ความเห็นและข้อแนะนำดังนี้

            Unicef ( 1999 ) ให้คำแนะนำไว้ว่า  การสอนเขียนมีความสำคัญและเป็นงานยาก  การให้โอกาสนักเรียนได้เขียนบ่อยๆ  ให้โอกาสในการปรับปรุงและขัดเกลาข้อเขียนของเขา  เป็นการสร้างพื้นฐานของความสำเร็จในการเขียน  สิ่งสำคัญคือ ควรให้การเขียนมีความหมาย  นักเรียนควรได้แสดงออกในหัวเรื่องที่สำคัญสำหรับเขา  ซึ่งอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวและเหตุการณ์ในชุมชน
 
ข้อแนะนำอื่นๆในการสอนการเขียนได้แก่
                         
            1. เชิญชวนให้นักเรียนเขียนอย่างอิสระ  โดยมีเป้าหมายหลักของการเขียนทุกระดับคือ การสื่อสารความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
      
            2. เชิญชวนให้นักเรียนเล่าเรื่องราวให้ผู้อื่นเขียนตาม  เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการพูดและการเขียน

            3. เชิญชวนให้นักเรียนเขียนเกี่ยวกับชีวิตและประสบการณ์ของเขา  เพราะเด็กจะเขียนได้ดีเมื่อเขาเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เขารู้เรื่องดี

                 4. จัดกิจกรรมให้เด็กวัย 6-9 ปี เขียนเรื่องสั้นๆ เพราะด็กไม่อาจเขียนได้นาน การเขียนบ่อยๆ  แบ่งเป็นช่วงสั้นๆให้ผลดีกว่าการเขียนช่วงเวลานานๆ


                  5. ส่งเสริมให้นักเรียนเขียนบันทึกประจำวัน  เพราะเป็นการเขียนอิสระและไม่ได้เผยแพร่แก่ผู้อื่น  ถ้าครูต้องการทราบความก้าวหน้าในความสามารถในการเขียนก็สามารถบอกนักเรียนรู้ล่วงหน้า

                  6. ให้โอกาสนักเรียนในการแก้ไข ปรับปรุงผลงานเขียน เพราะการปรับปรุงข้อเขียนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับเด็กที่เริ่มเขียน

                  7. ให้โอกาสเด็กในการเขียนตามความเข้าใจ  เช่น " การหาวิธีแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์"  "ภูมิอากาศที่มีผลต่อชีวิตครอบครัวของเด็ก"  เพื่อการเขียนจะได้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเรียน

                   8. ทำให้งานเขียนของนักเรียนมีความหมาย  โดยอาจพิมพ์เผยแพร่  จัดแสดงผลงานที่ผนังห้อง  การแลกเปลี่ยนผลงานเขียนร่วมกับนักเรียนชั้นอื่นๆหรือครอบครัว/ชุมชน  การเผยแพร่งานเขียนช่วยทำให้นักเรียนเขียนอย่างมีจุดประสงค์มากยิ่งขึ้น

             
   Hebert ( 2008 ) กล่าวถึงหลักการทั่วไปของการจัดการเรียนการสอนเขียนที่เป็นที่ยอมรับได้แก่

               1. ควรมีการเขียนในทุกวิชาตลอดหลักสูตร  เพราะจากการศึกษาพบว่าวิชาใดก็ตามที่มีการกำหนดให้มีการเขียนในวิชานั้น  นักเรียนจะมีผลการเรียนในวิชานั้นดีและมีความสามารถในการเขียนดีขึ้นเป็นผลที่เกิดขึ้นร่วมกัน

               2. ปรับบทเรียนการเขียนให้เหมาะสมกับชั้นหรือวิชา เช่น ในชั้นเด็กเล็กใช้กลวิธีให้หา "คำที่ใช้บ่อยเกินไป"  ในเด็กโตใช้กลวิธีให้ทำ "ขุมทรัพย์คำ" ที่ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์

              3. อ่านให้เหมือนนักเขียน  นักเขียนมักมีอุบายในการเขียนที่ทำให้ผู้อ่านสนใจและเข้าใจได้ดี ซึ่งนักเรียนสามารถศึกษาได้จากการอ่านงานเขียนของนักเขียนที่เก่ง นักเรียนจะเรียนรู้ตัวแบบเกี่ยวกับโครงสร้างและการเรียบเรียง  รวมถึงการใช้คำและการเขียนประโยค

              4. สอนกระบวนการเขียน  ครูต้องสอนกระบวนการเขียนให้นักเรียนเข้าใจอย่างแท้จริงในแต่ละขั้นตอน  เพราะจะช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเขียน  ทั้นี้ครูต้องเป็นตัวแบบทุกขั้นตอน

              5. ให้ข้อมูลย้อนกลับ  ทำให้การประชุมปรึกษาหารือของนักเรียนเป็นไปอย่างง่ายๆ  ครูควรให้ข้อมูลย้อนกลับเพียง 2 - 3 ประเด็น  เพื่อไม่ให้นักเรียนต้องแก้ไขข้อบกพร่องผลงานเขียนทั้งหมด  จนเกิดความท้อถอยและครูควรบันทึกข้อมูลเหล่านั้นไว้เพื่อแนะนำการเขียนครั้งต่อไปของนักเรียน

              6. อธิบายโดยตรงแก่นักเรียนในเรื่องทักษะการเขียน เช่น การคัด  การสร้างประโยค  การสะกดคำ  และในเรื่องกลวิธีการเขียน เช่น การวางแผน  การจัดระเบียบความคิดและการปรับปรุงผลงาน  สิ่งต่างๆเหล่านี้ต่างเป็นองค์ประกอบของกระบวนการเขียน

             7. เตรียมนักเรียนสำหรับการเขียนตามข้อกำหนด  โดยเฉพาะในการประเมินผล  ครูต้องแบ่งเวลาเพื่อการนี้ด้วย  แม้จะไม่เป็นไปตามธรรมชาติเพราะเป็นการกำหนดให้เขียน  แต่ในชีวิตข้างหน้านักเรียนต้องเรียนในระดับวิทยาลัยหรือการทำรายงานในอาชีพการงาน  ล้วนเป็นการเขียนที่ถูกกำหนดหรือบังคับทั้งสิ้น
ในตอนต่อไปเนื้อหาจะเพิ่มประเด็นสำคัญ มากยิ่งขึ้นค่ะ

การพัฒนาความสามารถในการเขียน ตอนที่ 1

          การเขียน คือ พฤติกรรมหนึ่งของการสื่อสารของมนุษย์ ซึ่งแสดงออกถึงประสบการณ์และความรู้ของผู้เขียน  เป็นการสื่อสารเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด  ความต้องการและความในใจของตนเองไปสู่ผู้อื่น  โดยใช้ลายลักษณ์อักษรเป็นสื่อที่จะส่งสารอันมีความหมายไปยังผู้รับสาร ซึ่งต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ เช่น กลวิธีการนำเสนอ  การเลือกสรรถ้อยคำ  รูปแบบการเขียน  เป็นต้น


การเขียนสำคัญอย่างไร...ทำไมต้องพัฒนา

        Harrett (2006 ) มีความเห็นว่า  การเขียนมีความสำคัญที่มุ่งไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ (Spiritual Development ) ช่วยพัฒนาให้คนรับรู้ความจริงจากงานเขียนและร่วมสร้างสรรค์สังคม


                Chappell (2007) ให้เหตผลว่าการเขียนมีความสำคัญมากเพราะ

                1. การเขียนถือเป็นความสามารถพื้นฐานเบื้องต้นที่ใช้ในการตัดสินการทำงาน  การเรียนรู้
                2. การเขียนเป็นการแสดงตัวตนของผู้เขียน
                3. การเขียนเป็นสิ่งที่สัมผัสได้และคงทน ทำให้ความคิดเห็นเป็นสิ่งที่มองเห็นได้
                4. การเขียนช่วยให้ผู้เขียนใช้ข้อเท็จจริง  การอนุมานและความคิดเห็นได้ราบรื่นและไม่ทำให้ผู้อ่านสับสน
                5. การเขียนส่งเสริมความสามารถในการนำเสนอประเด็นความคิดที่มีคุณค่า
                6. การเขียนสนับสนุนความสามารถของผู้เขียนในการอธิบายความคิดที่สลับซับซ้อนแก่ตนเองและผู้อ่าน
                7. การเขียนช่วยให้ผู้อ่านให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เขียนได้
                8. การเขียนทำให้ผู้ที่ให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้อื่นได้ขัดเกลาความคิดของตน
                9. การเขียนทำให้ผู้เขียนคาดคะเนความต้องการของผู้อ่าน  ความสามารถที่ทำได้เช่นนี้  แสดงถึงวุฒิภาวะและความยืดหยุ่นทางสติปัญญาของผู้เขียน
               10. การเขียนถึงความคิดของผู้เขียน เป็นการรักษาไว้ซึ่งความคิด  เพื่อกลับมาคิดทบทวนภายหลัง
                11. การเขียนความคิดออกมาจะเปิดโอกาสให้ผู้เขียนประเมินความเพียงพอของเหตุผลได้
                12. การเขียนทำให้ผู้เขียนขยายวงความคิดไปได้เหนือกว่าความคิดแรก
                13. การเขียนช่วยให้เข้าใจได้ว่า  ความจริงในสาขาวิชาการนั้นๆสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
                14. การเขียนก่อให้เกิดทักษะทางการสื่อสาร  และการคิดที่ต้องใช้เหตุผลในสังคมประชาธิปไตย
                15. การเขียนเป็นทักษะการทำงานที่สำคัญ

               ความสำคัญของการเขียนที่กล่าวข้างต้น  เป็นความคิดเห็นของนักวิชาการที่มีต่อการเขียนโดยทั่วไป  ในส่วนของความสำคัญของการเขียนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนของนักเรียน  มีผู้ให้ความเห็นหลายท่านดังนี้

Marmara Elt Resources ( 2009 ) กล่าวถึง
ความสำคัญของการเรียนรู้ที่จะเขียน
( Learning to writing ) ดังนี้

             1. การเรียนรู้ที่จะเขียนช่วยทำให้นักเรียนเป็นผู้อ่านที่เก่งขึ้น  เพราะการอ่านและการเขียนเป็นกระบวนการทางความคิดที่สัมพันธ์กัน

              2. การเรียนรู้ที่จะเขียน  ให้ผลดีช่วยให้นักเรียนพัฒนาในวิชาอื่นๆด้วย  เพราะการเขียนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาต่างๆ ช่วยนักเรียนในการเรียนรู้วิชานั้น  ทั้งคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง  โครงสร้างของเรื่องที่สัมพันธ์เนื้อหา และการทำความกระจ่างในความคิด

             3. ผลงานเขียนของนักเรียนจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ครูใช้ในการประเมินว่านักเรียนเข้าใจในวิชานั้นๆหรือไม่


               4. การเรียนรู้ที่จะเขียน  ส่งเสริมพัฒนาการทางความคิด  เพราะการเขียนคำลงในกระดาษต้องอาศัยการตัดสินใจและการแก้ปัญหา  ผู้เขียนต้องตัดสินใจว่าข้อเท็จจริงหรือสารสนเทศใดที่มีความสำคัญที่ผู้อ่านควรรู้  ผู้เขียนต้องคัดสรรสารสนเทศโดยตลอด จากนั้นลำดับความสำคัญและสังเคราะห์เพื่อสร้างข้อความที่มีความหมาย  การเขียนจึงเป็นการให้โอกาสแก่นักเรียนในการฝึกฝนทักษะการคิดระดับสูง

           สิ่งสำคัญที่ครูควรตระหนักว่า  การใช้เวลาในการเรียนรู้ที่จะเขียน  จะทำให้มีนักเรียนที่อ่านเก่ง  คิดเก่ง  และเขียนเก่ง  อันเป็นสิ่งที่ครูภาษาไทยต้องการให้มีในเด็กไทยของเรา




           การเขียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลและสังคม  ในแง่ของบุุคคลการเขียนเป็นการสื่อสารถ่ายทอดความรู้  ความคิด  ความรู้สึกและการแสดงออกถึงตัวตนของผู้เขียนต่อผู้อื่น  มีผลให้บุคคลได้พัฒนาทางภาษา  ทางการเรียนรู้  การคิด  และการริเริ่มสร้างสรรค์ตลอดจนจิตวิญญาณ  การเขียนที่ดีช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง  และยังใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตและการทำงานอาชีพ  ในแง่สังคมเป็นการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม  สร้างสรรค์และพัฒนาในสาขาอาชีพต่างๆ  สร้างความเข้าใจระหว่างคนในสังคม  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และความเคารพนับถือกัน  การเขียนสร้างสรรค์สังคมด้วยความคิดที่มีคุณค่า ด้วยเหตุนี้เด็กและเยาวชนไทยจึงควรได้รับการพัฒนาความสามารถในการเขียน  เพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน  ทำให้การเขียนเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทางศึกษา 
โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ